
'อาเบะ'สั่งทุ่มงบดันเศรษฐกิจ
ญี่ปุ่นควักกระเป๋ากระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หวั่นความเสี่ยงโลกกระทบญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นควักกระเป๋ากระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หวั่นความเสี่ยงโลกกระทบญี่ปุ่น
นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ได้สั่งให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจรวบรวมมาตรการกระตุ้นทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังได้รับชัยชนะการเลือกตั้งวุฒิสภา โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า บรรดาสมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) คาดงบประมาณกระตุ้นครั้งนี้อาจมากกว่า 10 ล้านล้านเยน (ราว 3.4 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ อาเบะ ระบุด้วยว่า หนึ่งในมาตรการกระตุ้นดังกล่าว คือ การสร้างทางรถไฟพลังแม่เหล็กเชื่อมกรุงโตเกียวและโอซากา โดยจะเร่งสร้างให้เสร็จเร็วขึ้นอย่างมากที่สุด 8 ปี จากแผนการเดิมที่จะสร้างเสร็จภายในปี 2045 ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะขยายการช่วยเหลือด้านการพยาบาลผู้สูงอายุและเด็ก รวมถึงส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานในภาคธุรกิจ
“พวกเราได้รับเสียงจากภาคประชาชนให้เดินหน้าอาเบะโนมิกส์ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยง พวกเราจะใช้มาตรการเหล่านี้เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงนั้นกระทบกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าว
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก ระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นอาจต้องออกพันธบัตรเพิ่ม ขึ้นอยู่กับขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวมีมูลค่าเท่าไร เช่น พันธบัตรเพื่อการก่อสร้างเพื่อใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
หลังการเปิดเผยดังกล่าว ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดตลาดเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้น 3.98% ที่ 15,708.82 จุดเช่นเดียวกับดัชนีโทปิกซ์ ตลาดหุ้นโตเกียว ปิดตัวแดนบวก 3.79% ที่ 1,255.79 จุด สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าทันทีหลังการเปิดเผยอยู่ที่ 102 เยน/เหรียญสหรัฐ ก่อนปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็นราว 101.89 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อเวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม บลูมเบิร์ก รายงานว่า บรรดากองทุนรวม (อีทีเอฟ) ของสหรัฐต่างถอนตัวออกจากตลาดหุ้นโตเกียว โดยเฉพาะแบล็กร็อก อิงค์ และวิสดอมทรี อินเวสต์เมนต์ อิงค์ ที่ถอนทุนรวมกันถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) แม้กองทุนรวมจากสหรัฐจะได้เปรียบด้านอัตราแลกเปลี่ยนเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน
โนริฮิโระ ฟูจิตะ นักกลยุทธ์จากมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนเลย์ ซีเคียวริตี้ ในกรุงโตเกียว ระบุว่า ในปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยบวกต่อกองทุนเหล่านั้น แต่ไม่สามารถกลบปัจจัยลบจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวลดลงได้ ซึ่งทำให้หมดความน่าดึงดูดในการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนีโทปิกซ์ลดลงไป 22% ตลอดปี 2016 นี้ถึงวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา จากความกังวลทั้งการชะลอตัวของจีน ราคาน้ำมันถูก การตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดลบของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ เมื่อเทียบกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ของสหรัฐ ที่ปรับขึ้น 4.2%







