
อุตสาหกรรมไทยกับการเป็นศูนย์กลางของ CLMV
เมื่อวันจันทร์ที่ 30 พ.ค. 2559 ผมไปบรรยายของสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ
โดย...ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
เมื่อวันจันทร์ที่ 30 พ.ค. 2559 ผมไปบรรยายของสำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง “ผลกระทบจากความตกลงอาเซียน-จีนที่มีสินค้าอุตสาหกรรมไทย (สินค้าอ่อนไหว)” โดยข้อตกลงอาเซียน-จีน ที่ลงนามเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2545 ณ กรุงพนมเปญ ต่อมาไทยกับจีนจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-จีน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2546 ณ กรุงปักกิ่ง โดยเริ่มจากลดภาษีเหลือศูนย์ในหมวดผักและผลไม้ รวมทั้งหมด 116 รายการ
อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่ส่งเข้าไปจีนในปัจจุบันยังต้องเสียภาษีแวต 13% ประเด็นก็คือประเทศอาเซียนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจายกระดับความตกลงอาเซียน-จีน (Upgrading The ACFTA) สินค้าอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงเพื่อให้มีการลดภาษีลง โดยประเทศไทยมีสินค้าอ่อนไหว 619 รายการ และอ่อนไหวสูง 406 รายการ รวม 1,025 รายการ และประเทศจีนมีทั้งหมด 550 รายการ
สินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงของจีน ได้แก่ กาแฟ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี่ ยานยนต์ ผลิตไม้ ยางและผลิตภัณฑ์และเครื่องจักร ส่วนสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงของไทย ได้แก่ น้ำผลไม้และผักกระป๋อง ข้าวสาร น้ำตาล ชา กาแฟ รองเท้า ยางนอกและยางใน ผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องมือแพทย์ เครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เป็นต้น
การวิเคราะห์ผลกระทบของการปรับลดภาษีสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ผมคำนวณจากการนำเข้า ผลต่อจีดีพีการพึ่งพิงการนำเข้าจากจีน รวมทั้งประเมินผลกระทบจากผู้ประกอบการ พบว่าถ้าสินค้าอุตสาหกรรมไทยมีการปรับภาษีเป็น 0 ไทยจะนำเข้าสินค้า 22,274 ล้านบาท และถ้าลดเหลือ 5% ไทยจะนำเข้า 13,865 ล้านบาท โดยสินค้าอุตสาหกรรมที่จะมีการนำเข้าสูงสุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักร และหากมีการปรับลดสินค้าอ่อนไหวสูง 0% ไทยจะนำเข้า 6,270 ล้านบาท และหากลดลงเหลือ 5% ไทยจะมีการนำเข้า 4,970 ล้านบาท โดยสินค้าที่โอกาสนำเข้ามาสูง ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องปั้นดินเผา และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเมื่อพิจารณารวมกับผลกระทบด้านจีดีพีและด้านอื่นๆ แล้วพบว่าไทยควรปรับลดสินค้าอ่อนไหวจำนวน 89 รายการ และสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูงจำนวน 251 รายการ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าของไทยยังไม่พร้อมที่จะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีน เพราะปัจจุบันมีบริษัทไทยจำนวนอย่างน้อย 13 บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในนามแบรด์ไทย ได้แก่ Soken, AJ, Distar, Zulex, Focus, Misawa, Kashiwa, OTTO, Nano, Hyasong, Family, Provision และ Hatari หากเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนเข้ามา บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยเหล่านี้จะแข่งไม่ได้ เพราะราคาสินค้าของจีนที่ถูกกว่า
หากไทยต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยอยู่ได้ ต้องให้แต้มต่อครับเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยที่ประทับตราคำว่า “Made in Thailand” เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก แม้กระทั่งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าเวียดนามยังต้องมาจ้างบริษัทไทยผลิตเพื่อต้องการคำว่า “Made in Thailand” ต่อมาเป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรที่ใช้ในสำนักงานหรือโรงงาน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้คิดว่าควรเปิดให้เครื่องจักรจีนเข้ามา เพราะเครื่องจักรในประเทศไทยผลิตออกมาแล้วมีราคาแพงมาก ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารขนาดเอสเอ็มอีไม่มีกำลังซื้อ
ส่วนอุตสาหกรรมอาหารประเภทปลากระป๋อง ปัจจุบันไทยนำเข้าอาหารทะเลและหัวเชื้อน้ำมะเขือเทศเข้มข้น ผมกลับมองว่าเราควรไปเร่งปลูกมะเขือเทศให้เพิ่มขึ้นก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ และไทยควรใช้โอกาสความร่วมมือกับ “ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนเครื่องจักร และเช่าพื้นที่ปลูกมะเขือเทศ” เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมในประเทศไทยแล้วส่งออกไปตลาดโลก อุตสาหกรรมกระดาษเป็นอีกอุตสาหกรรมที่ไม่ควรเปิดให้จีนเข้ามาครับ เพราะจีนผลิตได้ด้วยราคาถูกกว่าไทย สุดท้ายเหล็กเคลือบดีบุกเพื่อทำกระป๋องบรรจุอาหาร อันนี้ไม่ควรเปิดเพราะเราผลิตได้เกินความต้องการในขณะนี้
หากมีการเปิดให้เหล็กของจีนเข้ามาบริษัทไทยแย่แน่นอน เห็นได้จากกรณีของ “เหล็กสังกะสี” ที่เปิดไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้บริษัทไทย “ล้มหายตายจากไปเกือบหมด”







