ซูจีย้ำจุดยืนเลี่ยงใช้คำ'โรฮีนจา'
ยูเอ็นกดดันเมียนมาปรับปรุงสิทธิโรฮีนจา ยกความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยเป็นอาชญากรรม
ยูเอ็นกดดันเมียนมาปรับปรุงสิทธิโรฮีนจา ยกความรุนแรงต่อชน กลุ่มน้อยเป็นอาชญากรรม
อองซานซูจี มุขมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา กล่าวย้ำจุดยืนต่อผู้เสนอรายงานพิเศษด้าน สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า โรฮีนจา ในการเรียกชนกลุ่มน้อยมุสลิมทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ เนื่องจากการใช้คำดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น
ปัจจุบันชาวเมียนมาส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธ มองกลุ่มชาวมุสลิมที่มีจำนวนมากถึง 1.1 ล้านคนเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายมาจากบังกลาเทศ และไม่ยอมรับการใช้คำว่า โรฮีนจา เรียกคนเหล่านี้
ขณะที่รายงานด้านสิทธิมนุษยชน ของยูเอ็นเผยว่า ชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาถูกตัดสิทธิหลายประการ โดยถูกกีดกันจากการประกอบอาชีพและการเข้าถึงสาธารณสุข นำไปสู่การเสียชีวิตหลายกรณี นอกจากนี้ยังเผชิญการเลือกปฏิบัติตั้งแต่ในระดับโครงสร้าง รวมทั้งถูกปราบปรามจากการเคลื่อนไหวต่างๆ อีกทั้งยังถูกทรมานและสังหาร ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
รายงานดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ เจ้าหน้าที่ยูเอ็นยกให้ปัญหาความรุนแรง ที่คงอยู่มาอย่างยาวนานเหล่านี้ เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และเป็นการก่ออาชญากรรมในระดับระหว่างประเทศ
"รัฐบาลใหม่เมียนมารับกฎหมายและนโยบายโดยรัฐที่ปฏิเสธสิทธิพื้นฐานของชนกลุ่มน้อย ซึ่งตกทอดมาจากรัฐบาลก่อน และการเพิกเฉยต่อความรุนแรงเหล่านี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้" เซอิด บิน ราอัด อัล ฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นกล่าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ซูจีก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิของชาวโรฮีนจา







