
‘ทีพีพี’ โอกาส-อุปสรรค เศรษฐกิจการค้าเอเชีย
การตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี ที่นักลงทุนในตลาดอาเซียนต่างมุ่งให้ความสำคัญในเวลานี้
โดย...ทศพล หงษ์ทอง
การตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี ที่นักลงทุนในตลาดอาเซียนต่างมุ่งให้ความสำคัญในเวลานี้ ด้วยเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันผลผลิตมวลรวมประเทศ (จีดีพี) สิงคโปร์เติบโตได้ แม้ว่าเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงประเทศมาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ที่สามารถเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือได้แบบก้าวกระโดดจากการที่ภาษีศุลกากรจะลดให้ประเทศเหล่านั้น
ขณะเดียวกันยังมีการวิเคราะห์ว่า ทีพีพีจะทำให้จีดีพีของไทยขยายตัวได้อีก 0.77% โดยหากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย จะดันให้จีดีพีไทยโตเพิ่มเป็น 1.83% รวมถึงมูลค่าการค้าขายยังเท่ากับ 40% ของจีดีพีโลกอีกด้วย และเปิดโอกาสทำให้ไทยก้าวขึ้นสู่อาเซียนฮับ (Asean Hub) ศูนย์กลางการค้าและการบริการ
อย่างไรก็ตาม การที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตจะได้รับชัยชนะในข้อตกลงดังกล่าว ในกลุ่มผู้ผลิตเกษตรกรอาจต้องพบกับจุดจบที่ไม่ต่างจากชาวเมืองทรอยเมื่อครั้งอดีตโดยทีพีพีเปรียบเสมือนม้าไม้โทรจันของชาวกรีก ที่ใช้มูลค่าทางการตลาดเป็นตัวล่อ จนยอมให้ประเทศที่เข้าร่วมพบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ จากความได้เปรียบด้านต้นทุนของสหรัฐและประเทศยุโรปที่สามารถผูกขาดตลาดในทุกประเทศได้
กรณีนี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เคยกล่าวว่าโดยส่วนตัวแล้วมีท่าทีที่ชัดเจนแล้วว่าไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าจากการเข้าร่วมทีพีพี แต่ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านและจะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อทำความเข้าใจแต่ละภาคส่วนโดยเฉพาะเรื่องการเกษตรและเรื่องยา
ทั้งนี้ หากทีพีพีเอื้อให้ตลาดสินค้าเกษตรของสหรัฐขยายตัวถึง 20% มียอดส่งออกมูลค่าแตะ 2.2 ล้านล้านบาท โดยที่ผลผลิตเกือบครึ่งของทั้งหมดไหลเข้าสู่ประเทศตามข้อตกลงทีพีพี โดยเฉพาะเวียดนามที่ตลาดส่งออกเกษตรของสหรัฐเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เวียดนามยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม
ประเทศเกษตรกรรมในอาเซียนอย่างกลุ่มซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ต่างเริ่มมีข้อกังวล เมื่อรู้ว่าข้อตกลงมีเงื่อนไขให้สินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรที่ส่งออกไปเวียดนามต้องลดภาษีลง 60% ภายใน 5 ปี รวมถึงมาเลเซียและนิวซีแลนด์ที่ต้องลดภาษีการนำเข้าภาคเกษตรลงทันที 90%
โดยก่อนหน้านี้ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า เป็นโอกาสที่ดีของสินค้าอเมริกันที่จะเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เงื่อนไขทางภาษีนำเข้าลดลงไปแล้วกว่า 1.8 หมื่นรายการ และในอนาคตอันใกล้ภาษีของกลุ่มทีพีพีจะลดลงเหลือ 0% อย่างแน่นอน
ทั้งนี้อาจทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญกับความกังวล จากความได้เปรียบสินค้าของสหรัฐและยุโรปที่ต่างมีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยที่มั่นคงกว่าประเทศในอาเซียน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับราคาตลาดได้ รวมถึงต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรจากฝั่งยุโรปที่ถูกกว่ามากจากเทคโนโลยีและปริมาณการผลิตที่แตกต่างกันมากเกินไป อาทิ เกษตรกรอาเซียนมีที่ดินทำกินเฉลี่ยรายละ 4 ไร่ ส่วนเกษตรกรในยุโรปมีที่ดินเฉลี่ยรายละ 1 หมื่นไร่
และเมื่อต้นน้ำในภาคเกษตรกรไปไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบยังเศรษฐกิจทั้งระบบที่อาจพังทลายลงซึ่งไม่ต่างอะไรกับเมืองทรอย หรือเกษตรกรในเม็กซิโกที่ต้องเจอกับการนำเข้าสินค้าเกษตรราคาถูกจนทำให้การจ้างงานท้องถิ่นตกวูบ ขณะที่นายทุนเกษตรรายใหญ่ยังร่ำรวยจากผลประโยชน์ เนื่องจากข้อตกลงทีพีพีล้วนเป็นความลับ อีกทั้งสถิติการนำเข้าของเม็กซิโกหลังเข้าร่วมทีพีพี ส่งผลให้การนำเข้าเนื้อสัตว์จากสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 0.1 ล้านตัน เป็น 50 ล้านตัน/ปีอีกด้วย ซึ่งอาจสะท้อนถึงภาพเกษตรกรไทยและเวียดนามในอนาคตเช่นกัน
ขณะที่ อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เกษตรกรเวียดนามเริ่มประสบปัญหาเนื่องจากราคาเนื้อสัตว์จากสหรัฐถูกกว่าของเกษตรกรท้องถิ่นเกือบ 100% โดยเทียบราคาปัจจุบันกับค่าเงินบาท เนื้อหมูสหรัฐมีราคาขายอยูที่ 30 บาท/กก. ขณะที่ไทยอยู่ที่ 60 บาท/กก. รวมถึงเนื้อสัตว์จากอเมริกันอาจมีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงและยาปฏิชีวนะที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของผู้บริโภค จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สมาคมปศุสัตว์ทั้ง 11 แห่งต่างยื่นเรื่องคัดค้านข้อตกลงทีพีพี
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาพบว่าภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ข้อตกลงทีพีพีจะไม่มีส่วนช่วยเสริมจีดีพีออสเตรเลียอีกต่อไป ซึ่งไม่แตกต่างกับประเทศสมาชิกอื่นๆ โดยเฉพาะเวียดนามที่คาดว่าทีพีพี จะมีผลต่อจีดีพีสูงที่สุด แต่ก็ยังคงแค่ 0.1%
ขณะที่ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์คาดว่าในอนาคตจีดีพีกว่าครึ่งหนึ่งของโลกจะไหลเข้ามาในตลาดเอเชีย ทำให้รัฐบาลต้องวางกลยุทธ์เศรษฐกิจและการเมืองให้มั่นคงไม่โอนอ่อนต่อแรงกดดันของมหาอำนาจมาผูกขาดการค้า







