
สหรัฐร่วมวงแก้วิกฤตแบนบีบี
ฮิลลารีคลินตันหัวหอกเจรจาบริษัทอาร์ไอเอ็มกับประเทศคู่กรณี
โพสต์ทูเดย์
— กระแสแบนแบล็คเบอร์รี่ส่อเค้าบานปลาย รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกระโดดเข้าร่วมวงเจรจาหาทางออกฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยว่า จะเปิดการเจรจากับประเทศในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อให้ผ่อนผันคำสั่งห้ามใช้บริการส่งข้อความและอินเทอร์เน็ตผ่านแบล็คเบอร์รี่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง หลังจากที่ยูเออีมีคำสั่งห้ามชาวต่างชาติในประเทศใช้บริการดังกล่าวของแบล็คเบอร์รี่เช่นกัน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐหวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักการทูตและนักธุรกิจที่ใช้โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังในยูเออี
“
เราใช้เวลาในการหารือและวิเคราะห์ถึงผลประโยชน์ในวงกว้างและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพราะเราทราบดีว่าความกังวลด้านความมั่นคง (จากการใช้แบล็คเบอร์รี่) เป็นสิ่งที่ชอบธรรม” คลินตัน กล่าวที่กรุงวอชิงตันอย่างไรก็ตาม คลินตันย้ำว่าสิทธิการใช้และเข้าถึงข้อมูลผ่านแบล็คเบอร์รี่ถือเป็นความชอบธรรมเช่นกัน และขณะนี้รัฐบาลสหรัฐอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อหาทางออกให้ประเด็นนี้
ด้าน ฟิลิป เจ โครว์ลีย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงว่า รัฐบาลสหรัฐติดต่อกับอาร์ไอเอ็มอย่างต่อเนื่อง และจะจัดประชุมร่วมกันอีกหลายครั้งเพื่อหาทางออกให้กับปัญหา โดยเฉพาะการหาจุดร่วมของเสถียรภาพด้านความมั่นคงและการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสรี ซึ่งเป็นหลักการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนมาโดยตลอด
ก่อนหน้านี้ ปีเตอร์ แวน โลน รัฐมนตรีพาณิชย์ของแคนาดา แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลแคนาดากำลังทำงานร่วมกับอาร์ไอเอ็ม ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่มณฑลออนตาริโอของแคนาดา รวมถึงประสานงานไปยังรัฐบาลของนานาประเทศเพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับกระแสห้ามใช้และกระแสวิตกด้านความมั่นคงจากการใช้แบล็คเบอร์รี่
ขณะนี้กระแสห้ามการใช้แบล็คเบอร์รี่ลุกลามไปยังประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ภายหลังคำสั่งห้ามของรัฐบาลยูเออีและคำสั่งห้ามของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขีดเส้นตายให้บริษัท รีเสิร์ช อิน โมชัน (อาร์ไอเอ็ม) ผู้ผลิตและพัฒนาแบล็คเบอร์รี่ แก้ปัญหาความวิตกเรื่องผลกระทบด้านความมั่นคง มิเช่นนั้นจะสั่งห้ามใช้โทรศัพท์มือถือยอดนิยมภายในวันนี้
ทั้งนี้ เอฮุด เกลบลัม นักวิเคราะห์จากบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ท่าทีตึงเครียดของรัฐบาลต่างๆ ต่อการใช้แบล็คเบอร์รี่ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อหุ้นของอาร์ไอเอ็ม หากประเด็นปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน







