
ธุรกิจมะกันระส่ำ ทรัมป์จ้องจัดการบริษัทใหญ่
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
หลังจากที่ จอห์น คาซิค คู่แข่งคนสุดท้ายในการชิงเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศถอนตัว ยิ่งเป็นการเปิดทางให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวเต็งผู้แทนพรรคที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างถล่มทลายในหลายรัฐ กลายเป็นตัวแทนพรรคอย่างแท้จริง แม้ว่าจะยังไม่มีการแต่งตั้งเป็นทางการ แต่ก็สร้างความหนักใจให้กับบรรดาภาคธุรกิจในสหรัฐอย่างมาก
ในระหว่างการหาเสียง ทรัมป์ประกาศว่าจะจัดการกับธุรกิจที่ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ อย่างเช่น แอปเปิ้ล อิงค์ บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟน แคริเออร์ ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่ มอนเดลีซ บริษัทผู้ผลิตขนมโอรีโอ โดยการใช้มาตรการลงโทษทางการเงิน และอำนาจของประธานาธิบดี
จากคำพูดดังกล่าว นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทรัมป์อาจเป็นเสี้ยนหนามสำคัญสำหรับกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่เป็นพันธมิตรและคู่ต่อรองของพรรครีพับลิกัน เนื่องจากนโยบายปกป้องทางการค้าของทรัมป์ อาทิ การต่อต้านข้อตกลงทางการค้า การลงโทษทางภาษีสำหรับการนำเข้า ซึ่งสวนทางกับทิศทางของพรรครีพับลิกันที่มีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่หลายแห่ง
ทอม โดโนฮิว ประธานหอการค้าสหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่มีอำนาจมากที่สุด ได้เคยวิจารณ์จุดยืนทางการค้าของทรัมป์อย่างรุนแรงว่าเป็นความคิดที่ไร้เหตุผล
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ เท็ด ครูซ คู่แข่งสำคัญของทรัมป์ ในศึกชิงตัวแทนพรรคประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขัน โฆษกของสภาหอการค้าสหรัฐ ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงอย่างรุนแรงในทางการเมือง โดยระบุว่านักการเมืองควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะโจมตีภาคธุรกิจ
ขณะที่กลุ่มล็อบบี้ยิสต์อีกกลุ่ม กล่าวถึงความกังวลในนโยบายด้านภาษีว่า ทรัมป์เคยวิจารณ์การใช้ข้อตกลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทในสหรัฐผ่านการจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ ส่งผลให้แนวโน้มที่ทรัมป์จะจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังหากเป็นประธานาธิบดีมีมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายยังกังวลว่า นโยบายต่อต้านการอพยพผิดกฎหมายอย่างรุนแรง รวมทั้งข้อเสนอให้ส่งตัวกลับผู้อพยพผิดกฎหมายที่เข้ามาเป็นแรงงานเกือบ 11 ล้านคนของทรัมป์ อาจเป็นการปิดตายประเด็นโต้แย้งต่อเนื่องสำหรับธุรกิจที่พยายามล็อบบี้ให้รัฐบาลยกเครื่องนโยบายดังกล่าวให้มีแรงงานผู้อพยพเข้ามาเพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ก่อสร้างและร้านอาหาร
อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนทรัมป์ โดยมองว่าความสามารถทางธุรกิจและความเข้าใจทางการค้าอาจจะเป็นประโยชน์ในการบริหารประเทศ เช่น บิลลี ทัวซิน อดีตสมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกัน และเคยเป็นประธานกลุ่มการค้าธุรกิจยาและเภสัชกรรม แสดงความเห็นว่า ธุรกิจควรจะยอมรับว่าการได้นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาเป็นประธานาธิบดีก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
ฮวนนิตา ดักแกน ประธานของกลุ่มธุรกิจอิสระแห่งชาติ ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของธุรกิจขนาดเล็ก ระบุว่า ได้หารือกับทรัมป์เมื่อสัปดาห์ก่อน และทรัมป์ก็ได้แสดงความสนใจรวมทั้งตั้งคำถามสำคัญมากมาย แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ยังต้องการรู้รายละเอียดมากกว่านี้เกี่ยวกับนโยบาย
ทั้งนี้ ทรัมป์ยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างความเป็นหนึ่งเดียวภายในพรรค หลังคู่แข่งคนสำคัญทั้งสองรายประกาศถอนตัวเพื่อต่อต้าน ฮิลลารี คลินตัน ตัวเต็งผู้แทนพรรคเดโมแครต พร้อมทั้งระบุว่าไม่สนใจการคัดค้านของคนในพรรคต่อจากนี้ เพราะเชื่อมั่นว่าชาวอเมริกันที่ไปใช้เสียงในการเลือกตั้งขั้นต้นที่ผ่านมาเลือกเพราะตัวบุคคลมากกว่า
นโยบายการค้าฮิลลารียังอ่อน
นิก ลอชลิน สมาชิกอาวุโสสถาบันบลูกกิ้ง สถาบันคลังสมองด้านการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐ เปิดเผยว่า ฮิลลารีมีแนวโน้มที่จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้มากที่สุด เนื่องจากมีจุดแข็งจากประสบการณ์การเมืองและความสามารถทางการทูต อย่างไรก็ตามในด้านเศรษฐกิจฮิลลารีมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจุดยืนกลับมาสนับสนุนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี)
ลอชลิน คาดการณ์ว่า แม้ปัจจุบันฮิลลารีจะมีจุดยืนต่อต้านทีพีพี แต่การค้าเสรีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งและมีชนชั้นกลางมากอย่างสหรัฐกระจายรายได้สู่ประเทศที่ยากจนกว่า
อย่างไรก็ตาม การค้าเสรีกระทบกับชนชั้นแรงงานในสหรัฐ และเป็นเรื่องที่ฮิลลารีต้องเผชิญ หากตัดสินใจเปลี่ยนจุดยืนกลับมาสนับสนุนทีพีพี
ขณะเดียวกัน ลอชลิน ระบุว่า จุดอ่อนของฮิลลารีในการสู้ศึกครั้งนี้ คือ การขาดวิสัยทัศน์ในภาพกว้าง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นทิศทางอนาคตของประเทศ ในขณะที่ประชาชนสหรัฐหลายคนไม่นิยมฮิลลารีและไม่เชื่อถือหลังจากเรื่องอื้อฉาว
ขณะที่จุดแข็งของทรัมป์ คือ การใช้คำพูดในลักษณะที่ไม่เหมือนกับนักการเมืองและเสมือนกับบุคคลในครอบครัวที่ชอบใช้เสียงดังบนโต๊ะอาหารมากกว่า ซึ่งทำให้การส่งสารของทรัมป์สู่ประชาชนมีความชัดเจน และยังนำปัญหาที่ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันละเลย เช่น การทุ่มงบประมาณมหาศาลในต่างประเทศหลังวินาศกรรมวันที่ 11 ก.ย. 2011
ลอชลิน ระบุว่า ทรัมป์ขาดความรู้และประสบ การณ์ทางการเมือง ยังไม่มีการควบคุมอารมณ์ได้ดีพอ นอกจากนี้ยังไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับการเป็นประธานาธิบดี
ในสายตาชาวอเมริกัน
ทั้งนี้ ผลสำรวจความนิยมของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เปิดเผยว่า ความนิยมในตัวของคลินตันยังนำทรัมป์อยู่ 13%







