
พิษณุโลกเร่งเครื่อง ยกระดับสินค้าสู่เออีซี
ภายหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มานานเกือบ 2 เดือน การค้าชายแดนภาคเหนือคึกคักขึ้นมาทันที
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
ภายหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มานานเกือบ 2 เดือน การค้าชายแดนภาคเหนือคึกคักขึ้นมาทันที แต่ยังมีผู้ผลิตชุมชนอีกจำนวนมากยังไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน
เพื่อเพิ่มศักยภาพดังกล่าว ชูชาติ กีฬาแปง ผวจ.พิษณุโลก เปิดสัมมนาโครงการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน จ.พิษณุโลก เพื่อเตรียมเข้าสู่เออีซีอย่างเต็มรูปแบบ โดยวัตถุประสงค์การจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อยกระดับผู้ผลิตชุมชนและผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป ทั้ง 5 ประเภท ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ตกแต่ง ผ้าและเครื่องแต่งกายและประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร
ทั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ผลิตชุมชนที่ยังไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานจำนวน 100 ราย โดยมีแนวคิดเพื่อให้ผู้ผลิตชุมชนและผู้ประกอบการมีการพัฒนาการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มีการควบคุมการผลิตที่ดีอย่างเป็นระบบและความสามารถต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้หลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนดเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้
“โครงการนี้ไม่เพียงแต่การยกระดับของสินค้าชุมชนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการอยู่รอดของกิจการในอนาคตด้วย อีกทั้งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ยังจะได้นำความรู้ หรือประสบการณ์ดีๆ ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์พัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าให้ได้รับมาตรฐานสากลทำให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มผู้บริโภคของชาติอาเซียน” ผวจ.พิษณุโลก กล่าว
ทั้งนี้ การเปิดเออีซีเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลกรวมถึงมีการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี ซึ่งเป้าหมายสำคัญของเออีซี มี 4 ด้าน คือ 1.เป็นการตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ ลงทุน แรงงานฝีมือ เงินทุน อย่างเสรี
2.สร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านนโยบาย ที่ช่วยการรวมกลุ่ม 3.สร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก เน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจอาเซียนกับนอกภูมิภาค
ขณะที่การจัดหางานจังหวัดตาก แรงงานจังหวัดตาก สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดตาก และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ประชุมโครงการการชี้แจงผู้ประกอบการ นายจ้าง นักธุรกิจ ที่ใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อให้รับทราบถึงขั้นตอนและการดำเนินการขอใช้แรงงานต่างด้าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมาให้จดทะเบียนแรงงานเป็นเวลา 120 วัน ระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-29 ก.ค.นี้
สำหรับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรวมทั้งหมด 5,680 บาท แยกเป็นค่าตรวจสุขภาพ 500 บาท ค่าประกันสุขภาพ 2 ปี 3,200 บาท ค่ายื่นแบบ ตท.8 จำนวน 100 บาท ค่าธรรมเนียมการอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,800 บาท ค่าบัตรสีชมพูและค่าทะเบียนประวัติ(ทร.38/1) 80 บาท นายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนให้รีบนำแรงงานไปขึ้นทะเบียนที่จัดหางานจังหวัดตาก สาขาแม่สอด ตามวันเวลาดังกล่าว







