
จีนยอมกู้เล่นหุ้น
จีนยอมปล่อยกู้มาร์จิ้นเทรดดิ้ง เชื่อมั่นดันตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นเหนือ 3,000 จุด
จีนยอมปล่อยกู้มาร์จิ้นเทรดดิ้ง เชื่อมั่นดันตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ขึ้นเหนือ 3,000 จุด
บริษัทสินเชื่อเพื่อธุรกิจหลักทรัพย์แห่งจีน (ซีเอสเอฟซี) รัฐวิสาหกิจจีน แถลงการณ์เตรียมปล่อยสินเชื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สำหรับปล่อยกู้เพื่อการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ (มาร์จิ้นเทรดดิ้ง) อีกครั้ง หลังเข้าควบคุมในช่วงตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรงในปี 2015 โดยสินเชื่อดังกล่าวจะมีระยะเวลาตั้งแต่ 7-182 วัน และมีอัตราดอกเบี้ยที่ 3-3.4%
ก่อนหน้านี้ จีนควบคุมการปล่อยสินเชื่อเพื่อลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลังดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเดือน ก.ค. 2015 ซึ่งการลงทุนแบบมาร์จิ้นเทรดดิ้งของนักลงทุนรายย่อยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรงดังกล่าว โดยสัดส่วนการลงทุนในรูปแบบมาร์จิ้นเทรดดิ้งปรับตัวลงมากกว่า 60% เมื่อปี 2015 แม้มาร์จิ้นเทรดดิ้งจะเป็นส่วนช่วยให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเปิดเผยดังกล่าว ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ขึ้นไปเหนือ 3,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน และปิดตลาดที่ 3,018.80 จุด นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทโบรกเกอร์ เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.01 แสนล้านหยวน (ราว 4.6 ล้านล้านบาท) มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. 2015
หวังเจียง หัวหน้าการลงทุนบริษัทจัดการลงทุนจิงสี ในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า จีนไม่ต้องการให้ตลาดหุ้นร่วงลงไป และต้องการเห็นการลงทุนของนักลงทุน จึงต้องยอมผ่อนปรนการควบคุมการลงทุนในรูปแบบมาร์จิ้นเทรดดิ้ง
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง เปิดเผยขณะพบปะกับคริสติน ลาการ์ดผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า จีนยังคงมีเครื่องมือมากมายในการจัดการกับความเสี่ยงทางการเงิน และจะพัฒนาการสื่อสารกับตลาด รวมถึงยังคงเดินหน้าสร้างเสถียรภาพให้แก่ค่าเงินหยวน และปล่อยให้ค่าเงินหยวนเป็นไปตามเสรีตลาด
“จีนไม่เห็นด้วยกับสงครามค่าเงินในโลกใบนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” หลี่เค่อเฉียง กล่าว
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ปรับค่ากลางเงินหยวนลง 0.3% มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 7 ม.ค. เป็น 6.4824 หยวน/เหรียญสหรัฐ รวมถึงยังอัดฉีดตลาดผ่านข้อตกลงซื้อคืน 7 วัน มูลค่า 1.30 แสนล้านหยวน (ราว 6.89 แสนล้านบาท) เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับ 1.10 แสนล้านหยวน (ราว 5.83 แสนล้านบาท) เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา







