posttoday
ทางสู่วิกฤตรอบใหม่

ทางสู่วิกฤตรอบใหม่

09 มีนาคม 2559

ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 10 มี.ค.ที่จะถึงนี้ โดยหนึ่งในคาดการณ์ที่ตลาดคาดหวังเอาไว้ คือ การปรับอัตราดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นเป็นราวลบ 0.4% ในขณะที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบีให้สัญญาจะกระตุ้นเพิ่มถ้าหากจำเป็น

ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 10 มี.ค.ที่จะถึงนี้ โดยหนึ่งในคาดการณ์ที่ตลาดคาดหวังเอาไว้ คือ การปรับอัตราดอกเบี้ยติดลบมากขึ้นเป็นราวลบ 0.4% ในขณะที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบีให้สัญญาจะกระตุ้นเพิ่มถ้าหากจำเป็น

อย่างไรก็ตาม สตีเฟน เอส รอช นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐ เปิดเผยว่า การใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบของบรรดาธนาคาร ทั้งในแถบสแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น และยุโรป กำลังพาไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

นักเศรษฐศาสตร์คนดังกล่าว ระบุว่า การลดดอกเบี้ยควรสร้างให้เกิดความต้องการเงินทุน แต่การลดอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันด้วยการบังคับให้ธนาคารต้องปล่อยกู้มากขึ้น เช่น ในญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดความต้องการปล่อยกู้ แต่ไม่มีความต้องการเงินทุน ซึ่งความต้องการเงินทุนในภาคเอกชนเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในภาวะที่ภาคเอกชนหันไปเก็บเงินไว้ในธนาคาร

ตัวอย่างที่เห็นภาพที่สุดจากความล้มเหลวของนโยบายการอัดสภาพคล่องเข้าสู่เศรษฐกิจ คือ ญี่ปุ่น ที่เศรษฐกิจย่ำแย่มาตลอด 24 ปี นับตั้งแต่ฟองสบู่สินทรัพย์แตกในช่วงปี 1990 และแม้จะทุ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเท่าไร ก็ไม่อาจกู้เศรษฐกิจให้กลับมาได้ หรือที่เรียกว่ากับดักสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ อลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) นำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสุดโต่งมาใช้ เพื่อจัดการกับฟองสบู่ดอตคอมในปี 2000 ได้ผล ส่งผลให้หลังจากยุคของกรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางต่างก็ดำเนินรอยตาม ทั้ง เบน เบอร์แนนคี อดีตประธานเฟดคนต่อมา ที่ใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) โดย รอช ระบุว่า แม้จะเป็นยาแรงสำหรับตลาดที่กำลังป่วน แต่ไม่ได้ผลสำหรับงบดุลครัวเรือนที่ย่ำแย่ ตามมาด้วยอีซีบีและธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ)

นักเศรษฐศาสตร์คนดังกล่าว ระบุว่า การใช้นโยบายการเงินกระแสนิยมนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

ประการแรก ธนาคารกลางละเลยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในภาคการเงิน โดยการทุ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระยะก่อให้เกิดฟองสบู่ขนาดใหญ่ในตลาดสินทรัพย์และเงินทุน และฟองสบู่ดังกล่าวได้ส่งผลให้กระทบต่อเศรษฐกิจภาคจริง ในขณะที่เมื่อใดที่ฟองสบู่ดังกล่าวระเบิด จะกลายเป็นการผลักเศรษฐกิจที่ไม่มีเสถียรภาพให้เผชิญกับภาวะถดถอยทางงบดุล หรือการที่หนี้ในภาคเอกชนสูงจนไม่ก่อให้เกิดการลงทุนและไม่มีความต้องการเงินทุนตามมา

ประการที่สอง นักการเมืองไม่หันไปพึ่งนโยบายทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย รอช ระบุว่า นโยบายการคลังเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพมากพอ และดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวในการหลุดพ้นจากกับดักสภาพคล่องและการไม่ใช้นโยบายการคลัง จะยิ่งทำให้ธนาคารกลางอัดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดที่กำลังเกิดฟองสบู่

http://www.marketwatch.com/story/negative-interest-rates-set-stage-for-next-crisis-stephen-roach-says-2016-02-18

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่