
อินโดฯลุยสตาร์ทอัพ
อินโดนีเซียเตรียมเปิดกระดานใหม่ดันสตาร์ทอัพเข้าตลาดหุ้น คาดหน้าใหม่เพิ่ม 1,000 รายภายในปี 2020
อินโดนีเซียเตรียมเปิดกระดานใหม่ดันสตาร์ทอัพเข้าตลาดหุ้น คาดหน้าใหม่เพิ่ม 1,000 รายภายในปี 2020
รูดิอันทารา รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเปิดแพลตฟอร์มขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ เพื่อเป็นหนึ่งช่องทางระดมเงินทุนและส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจด้านเทคโนโลยีในภูมิภาค
ตามแผนการดังกล่าวจะเปิดให้ธุรกิจหน้าใหม่ด้านเทคโนโลยีสามารถเข้ามาระดมทุนใน “เทคโนโลยีบอร์ด” ซึ่งอยู่ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย (ไอเอสอี) ซึ่งบอร์ดใหม่นี้เข้ามาตอบโจทย์ให้ยุทธศาสตร์ทางออกแก่นักลงทุนด้วย
ทั้งนี้ รูดิอันทารา ระบุว่า โครงการดังกล่าวมีแนวทางมาจากรูปแบบของศูนย์ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี ในซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐ และคาดว่าจากโครงการนี้จะทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพขยายตัวมากถึง 1,000 ราย ภายในปี 2020 ปัจจุบันธุรกิจออนไลน์ในอินโดนีเซียขยายตัวอย่างมาก เนื่องจากประชากรหนุ่มสาวเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด มีนโยบายสนับสนุนการขยายตัวของสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งใจให้เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียเตรียมออกกฎหมายอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจด้านอี-คอมเมิร์ซได้ 100% ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐที่ต้องการรื้อถอนข้อจำกัดทางการค้าในหลายอุตสาหกรรมที่มีระเบียบการลงทุนเข้มงวด
ทั้งนี้ การสนับสนุนให้เจ้าของกิจการสามารถระดมเงินทุนจากไอพีโอ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ จีน และสิงค์โปร์ เจ้าของกิจการนิยมใช้การเปิดไอพีโอเพื่อเก็บเกี่ยวเงินก้อนก่อนออกจากธุรกิจ ต่างจากในอินโดนีเซียและหลายประเทศในอาเซียนซึ่งมักจะใช้วิธีซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) เป็นกลยุทธ์ในการออกจากธุรกิจ
ทีโต ซุลิสติโอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของไอเอสอี ยืนยันว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสรุปรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่ รวมถึงกฎระเบียบที่กำกับดูแลบอร์ดใหม่นี้ด้วย
โดนัลด์ วิฮาร์ดจา หุ้นส่วนของกองทุนร่วมทุนทางการเงิน คอนเวอร์เจนส์ เวนเจอร์ ระบุว่า ธุรกิจเทคโนโลยีในอินโดนีเซียอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวรับแพลตฟอร์มดังกล่าว แต่เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเริ่มดำเนินการสนับสนุน







