
หั่นเครดิตเวียดนามนโยบาย-แบงก์อ่อน
“ฟิทช์” ปรับลดเครดิตเวียดนาม เหตุระบบธนาคารอ่อนแอ และนโยบายการเงินไม่เสถียร
“ฟิทช์” ปรับลดเครดิตเวียดนาม เหตุระบบธนาคารอ่อนแอ และนโยบายการเงินไม่เสถียร
ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและสกุลเงินด่องระยะยาวของเวียดนามลง จากระดับ BB เป็น B+
ไอลิงเหงียม ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฟิทช์ เปิดเผยว่า ความน่าเชื่อถือทางเครดิตของเวียดนามที่ถดถอยลงนี้ เป็นผลจากความกังวลต่อภาระหนี้ต่างประเทศ ประกอบกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐที่ยังขาดความเป็นเอกภาพ และมักเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า รวมไปถึงระบบธนาคารที่อ่อนแอ
แถลงการณ์ของฟิทช์ ระบุด้วยว่า แม้ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเวียดนามจะพยายามรวบรวมสินทรัพย์ จากต่างประเทศผ่านระบบธนาคาร แต่ฟิทช์ก็ยังคงไม่เชื่อมั่นว่าสถานะทางการเงินในต่างประเทศจะมีเสถียรภาพมากขึ้น
ด้านบลูมเบิร์ก รายงานว่า การทบทวนปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือครั้งนี้ ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ถึง 4 ระดับ
ทั้งนี้ การประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว ยังถือเป็นการดำเนินการที่สวนทางกับการตัดสินใจปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหลายประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยที่เข้าไปทำธุรกิจ และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเมืองไทยอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนไทยส่วนใหญ่ที่เข้าไปทำธุรกิจใช้เงินทุนจากไทย ซึ่งมีดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ต้นทุนต่างๆ ลดลง และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
นอกจากนี้ การปรับลดความน่าเชื่อถือครั้งนี้ ยังส่งผลให้สถาบันการเงินของไทยสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ เนื่องจากเห็นว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้นและไม่ปลอดภัยในการปล่อยกู้
“นักลงทุนไทยยังไปลงทุนในเวียดนามไม่มาก ส่วนที่ไปลงทุนแล้วก็เป็นบริษัทขนาดใหญ่ กู้เงินจากในประเทศไปลงทุน จึงไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนของไทยในเวียดนาม” นายธนิต กล่าว
รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวด้วยว่า สัญญาณนี้แสดงว่าการเข้าไปลงทุนในเวียดนามมีความเสี่ยงมากขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะฟองสบู่ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมามองการลงทุนในเมืองไทย
นายธนิตชี้ว่าเวียดนามกำลังมีปัญหาหนี้สาธารณะสูง สถาบันการเงินมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูง (เอ็นพีแอล) เศรษฐกิจอยู่ในภาวะฟองสบู่ เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ และอัตราเงินเฟ้อสูง







