
หนี้เน่าท่วมอาเซียน หวั่นวิกฤตเทียบต้มยำกุ้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ราจา แอนด์ ทานน์ บริษัทกฎหมายสัญชาติสิงคโปร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก โดยในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการกรณีที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้และการล้มละลายเพิ่มขึ้น 30% ในขณะที่อัตราการชำระหนี้จากหนี้เสีย (รีคัฟเวอรี เรท) ฟื้นตัวช้าเช่นเดียวกับช่วงวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียในปี 1998 และวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ได้
จากการศึกษาของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) พบว่าเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกมีการชำระหนี้ที่เกิดจากการล้มละลายน้อยกว่า 33 เซนต์/หนี้เสีย 1 เหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับสหรัฐที่มีอัตราดังกล่าวมากกว่า 80 เซนต์/หนี้เสีย 1 เหรียญสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) เปิดเผยว่า เอกชนทั่วโลก 112 แห่ง ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้เมื่อปี 2015 ท่ามกลางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำทั้งน้ำมัน แร่เหล็ก และถ่านหิน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บีรัว โคล เอเนอร์จี ของอินโดนีเซีย และสหวิริยาสตีลอินดัสตรี (เอสเอสไอ) ของไทย
เอสเอสไอขาดทุนไปทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท ในปี 2015 ต่อเนื่องจากปี 2014 ที่ขาดทุนไปแล้ว 4,900 ล้านบาท หลังก่อนหน้านั้น บรรดาธนาคารกลุ่มเจ้าหนี้ของเอสเอสไอ ต้องตั้งสำรองกันหนี้สูญมากกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในกรณีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนี้ ซิมควานเคียท หัวหน้าฝ่ายการปรับโครงสร้างหนี้และการล้มละลายของราจา แอนด์ ทานน์ กล่าวว่า การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้เกิดขึ้นทั่วอุตสาหกรรมขนส่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเช่นเดียวกัน จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันและก๊าซ
“ความยากลำบากในอุตสาหกรรมเหมืองจะดำเนินต่อไป และบางคนอาจพูดว่าคงต้องรออีกสักพักกว่าจะสามารถฟื้นตัวได้” ซิมควานเคียท กล่าว
สอดคล้องกับ ปิยุช กุปตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ทั้งอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์กำลังประสบความเสี่ยงจะล้มละลายและผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ โดยทาง ดีบีเอสสามารถเก็บสินทรัพย์ค้ำประกันมาทดแทนหนี้เสียได้ราว 60% ในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา
จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก พบว่าเอกชนทั้งหมด 376 แห่ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหนี้ที่เกี่ยวข้องกับเหล็กกล้า เหล็ก เหมือง และภาคส่วนพลังงาน ที่มีการฟ้องร้องล่าสุด คิดเป็นมูลค่าราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.56 ล้านล้านบาท) โดยแม้จะปรับตัวลดลงจาก 1.08 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.84 ล้านล้านบาท) เมื่อปีก่อน แต่ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ในปี 2009







