posttoday
โอบามาเข้าหาอาเซียน ผลักดันมติร่วมทะเลจีนใต้

โอบามาเข้าหาอาเซียน ผลักดันมติร่วมทะเลจีนใต้

16 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐ-อาเซียน ในระหว่างวันที่ 15-16 ก.พ.นี้ ที่ซันนีแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐ ถือเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนักแน่นว่า สหรัฐต้องการเพิ่มบทบาทในภูมิภาค โดยเฉพาะในประเด็นการตัดสินใจเกี่ยวกับกรณีพิพาททะเลจีนใต้ หลังประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมตัวกันเป็นสถาบันมากขึ้น

ความเห็นพ้องของสมาชิกอาเซียนในกรณีดังกล่าว ถือเป็นส่วนสำคัญขั้นแรกที่จะนำไปสู่การปรับใช้ตามคำประกาศแนวปฏิบัติ (ดีโอซี) ซึ่งเป็นแนวทางดำเนินการร่วมกันของประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทดังกล่าว

เอเมอร์ซา อาดี ไซยเลนดรา ให้ความเห็นในบทความของนิตยสาร เดอะ ดิโพลแมท ว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนการให้ความสำคัญอย่างมากต่อการที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิภาคอาเซียนผ่านกระบวนการทางสถาบัน และยังเป็นการสื่อสารกับชาวอเมริกันและประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ที่จะมาแทนโอบามา ถึงความสำคัญของอาเซียน

แม้การประชุมครั้งนี้จะสะท้อนความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐและอาเซียน แต่หลายฝ่ายยังคลางแคลงใจว่า หลังพ้นสมัยของโอบามาไปแล้ว สหรัฐอาจไม่ให้ความสำคัญกับอาเซียนต่อไป เนื่องจากผู้นำคนใหม่ของสหรัฐอาจจะหันเหความสำคัญไปสู่ภูมิภาคอื่นหรือปัญหาในประเทศแทน

ขณะเดียวกัน ระบบการเมืองในประเทศอาเซียนที่แตกต่างกันมาก ยังเป็นส่วนขัดขวางการเข้ามามีส่วนในภูมิภาคของสหรัฐ เนื่องจากการเมืองภายในของสหรัฐจะกดดันให้สหรัฐต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อประเทศอาเซียนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี การเพิ่มศักยภาพของกองทัพเรือจีนถือเป็นภัยคุกคามที่ท้าทายต่อสหรัฐมาก เนื่องจากการรักษาเสรีภาพการเดินเรือในพื้นที่ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐ ดังนั้น การเข้ามามีส่วนสร้างแนวทางปฏิบัติให้กับอาเซียนจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐ

นอกจากนี้ สหรัฐยังต้องการเพิ่มระดับความสัมพันธ์พหุภาคีกับประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ และทำให้มีนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระจากจีนอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เดินทางเยือนประเทศลาวและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้อาเซียนแสดงท่าทีตอบโต้อย่างเป็นเอกภาพต่อจีนที่แสดงแสนยานุภาพทางการทหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยลาวเป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียน ขณะที่หลายฝ่ายกังวลว่า กัมพูชาจะขัดขวางการหาข้อตกลงร่วมกันในกรณีข้อพิพาททะเลจีนใต้ เช่นเดียวกับที่กัมพูชาเคยเป็นประธานอาเซียนในปี 2012

เตรียมตัวสู่ระเบียบใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างให้ความสนใจกับประเด็นการตัดสินกรณีพิพาททะเลจีนใต้ของศาลกฎหมายระหว่างประเทศทะเล (ไอทีแอลโอเอส) ซึ่งจะตัดสินสถานภาพการเดินเรือบริเวณดังกล่าวในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งในพื้นที่พิพาทดังกล่าว ประเทศสมาชิกอาเซียน 5 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ด้วยเช่นกัน และที่ผ่านมายังไม่มีสัญญานใดๆ สะท้อนความตกลงร่วมกันระหว่างประเทศคู่กรณีทั้งหมด

การตัดสินของศาลกฎหมายระหว่างประเทศทะเล จะสะท้อนความสามารถของประเทศสมาชิกอาเซียนในการแสดงจุดยืนร่วมกันถึงประเด็นดังกล่าว โดยจุดยืนร่วมนี้ต้องมาจากความเห็นชอบร่วมกันทั้งหมดของสมาชิกภายใต้กลไกในรูปของสถาบันอาเซียน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ยากเนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนร่วมกับจีน ในขณะที่ต้องรักษาสัมพันธ์กับสหรัฐ

ไซยเลนดรา ระบุว่า สมาชิกอาเซียนมีระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจในระดับที่ต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐเพื่อคานอำนาจของจีน กลุ่มประเทศที่มีผลประโยชน์ด้านการค้าจากจีนมาก แต่พยายามวางตัวเป็นกลาง และกลุ่มประเทศที่ใกล้ชิดกับจีน

ดังนั้น การตัดสินของศาลจึงยิ่งทำให้จุดยืนที่แตกต่างกันของประเทศอาเซียนยิ่งหาจุดร่วมกันได้ยาก และอาจจะทำให้ประเทศในกลุ่มที่ 1 เรียกร้องให้อาเซียนแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนในกรณีดังกล่าวมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจพยายามเพิ่มระดับความมั่นคงร่วมกับประเทศมหาอำนาจภายนอกกลุ่ม อาทิ สหรัฐ และญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน แม้จีนยังคงดำเนินนโยบายละเลยต่อการต่อสู้ทางกฎหมายในกรณีเกี่ยวกับพื้นที่พิพาท แต่อาเซียนยังมีความสำคัญในการเป็นส่วนผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศของจีนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้จีนเผชิญกับความลำบากในการรักษาสมดุลระหว่างการเข้าไปมีส่วนทางเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ ในประเทศอาเซียน เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) รวมทั้งการส่งเสริมเส้นทางสายไหมทางเรือ และการรักษาจุดยืนในประเด็นขัดแย้งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์ฟ้องร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ในปี 2013 โดยศาลไม่ได้มีคำตัดสิน แต่รับรู้ถึงการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนด้วยแผนที่เส้นประ 9 เส้น และระบุขอบเขตการเดินเรือของแต่ละประเทศ และการตัดสินดังกล่าวอาจกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการแก้ปัญหาข้อพิพาททะเลจีนใต้ได้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่