
อินโดนีเซียยกเครื่องใหญ่ เปิดเสรีดึงต่างชาติขยายกิจการ
การแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เมื่อประเทศต่างๆ พยายามเข็นมาตรการสารพัดรูปแบบ เพื่อจูงใจให้ทุนนอกหลั่งไหลเข้ามาในประเทศของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียนโพสต์ทูเดย์
การแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เมื่อประเทศต่างๆ พยายามเข็นมาตรการสารพัดรูปแบบ เพื่อจูงใจให้ทุนนอกหลั่งไหลเข้ามาในประเทศของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่นเดียวกับ อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคมากที่สุดของอาเซียน และได้รับความสนใจจากบรรดานักลงทุนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนมักจะมองว่าอินโดนีเซียยังค่อนข้างปกป้องธุรกิจท้องถิ่นอยู่มาก มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ บ่อย จนหลายครั้งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ล่าสุด รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกนโยบายใหม่ ที่พร้อมเปิดเสรีภาคอุตสาหกรรมหลายกลุ่มให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น บางประเภทนักลงทุนต่างชาติสามารถดำเนินกิจการได้เองทั้ง 100% ไม่จำเป็นต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับคนท้องถิ่น อาทิ ทางด่วน การผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ห้องเย็น ร้านอาหาร และการบริหารจัดการขยะที่ไม่มีพิษ โดยตั้งเป้าว่าจะมีธุรกิจที่ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% สูงสุดประมาณ 35 กลุ่ม
ขณะเดียวกัน ยังได้เพิ่มเพดานการถือหุ้นของต่างชาติในหลายอุตสาหกรรม เช่น สนามกอล์ฟ บริการสนับสนุนด้านสุขภาพ และบริการสนับสนุนด้านสนามบิน เป็น 67% อีกด้วย
โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ประกาศชัดว่า การเปิดเสรีครั้งนี้ถือเป็นรอบแรกเท่านั้น และจะมีรอบสองและสามตามมาอีก โดยจะมีการปรับเปลี่ยนกฎในธุรกิจ 49 กลุ่ม รวมทั้งค้าปลีก ประมง และเศรษฐกิจดิจิทัล และจะมีการประเมินผลการเปิดเสรีแต่ละขั้นต่อไป
ทั้งนี้ การปรับกฎระเบียบครั้งนี้ นอกจากมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นการลงทุนของต่างชาติแล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียก็ยังคาดหวังด้วยว่า บริษัทท้องถิ่นเองก็จะพยายามปรับตัวเองให้ทันสมัย เพื่อแข่งขันในเวทีท้องถิ่นและเวทีโลกได้ดียิ่งขึ้น
ในมุมของบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์ที่แม้จะชื่นชมยินดีกับข่าวดีนี้ แต่บางส่วนก็ชี้ว่า มาตรการต่างๆ ยังไม่ได้มากพอเท่าที่พวกเขาคาดหวังไว้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลอินโดนีเซียใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้มาหลายเดือน
ลิน นอยแมนน์ กรรมการผู้จัดการของหอการค้าอเมริกันในอินโดนีเซีย มองว่า อินโดนีเซียกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ก็ต้องรอดูรายละเอียดต่างๆ พร้อมติดตามว่าอินโดนีเซียจะสามารถปฏิบัติตามแผนนี้ได้อย่างไรบ้าง
ด้านนักวิเคราะห์จากเมย์แบงก์ อินโดนีเซีย ชี้ว่า การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้จะช่วยดึงดูดเอฟดีไอเข้าอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เปิดให้ถือหุ้นได้ 100%
สำหรับแง่การลงทุนของต่างชาติที่ผ่านมา อินโดนีเซียสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้ปีละประมาณ 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2558 มีมูลค่าเอฟดีไออยู่ที่ 7,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงไตรมาส 3 ขณะที่ยอดตลอดปี 2558 อยู่ที่ 2.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
กลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถดึงเงินลงทุนได้สูง ก็คือ อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่มีเม็ดเงินลงทุนรวม 1.36 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี และเป้าหมายทั้งปีของรัฐบาลอยู่ที่ 2.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมประมงก็มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวหากคำนวณเป็นสกุลรูเปียห์ สวนทางกับอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากที่มีเงินลงทุนลดลง 12% หลังจากที่ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศขยับขึ้นประมาณปีละกว่า 10% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแต่ละปีอินโดนีเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มหาศาล แต่ต้องยอมรับว่านักลงทุนต่างชาติจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการลงทุน อาทิ การห้ามต่างชาติลงทุนในกิจการบางอย่างในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การออกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และกดดันต่างชาติที่ทำธุรกิจเหมืองแร่ลดสัดส่วนการถือหุ้นกิจการที่ทำอยู่แล้ว
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดเป็นสัญญาณที่สะท้อนความมุ่งมั่นของประธานาธิบดีวิโดโดที่ต้องการปรับทิศทางนโยบาย ลดการกีดกันทางการค้า และเตรียมพร้อมเปิดเสรีการค้าการลงทุนมากขึ้นเหมือนกับเวียดนาม ที่สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว
การขยับครั้งใหญ่ของอินโดนีเซียรอบนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปถึงฟิลิปปินส์ด้วย เพราะตอนนี้มีหลายฝ่ายทั้งนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกมาเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์ผ่อนคลายกฎระเบียบทางธุรกิจ เพื่อดึงดูดเอฟดีไอ เนื่องจากขณะนี้หลายๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกันต่างออกมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติมากขึ้น
ดังนั้น หากฟิลิปปินส์ไม่เปิดเสรีภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น และสร้างบรรยากาศทางธุรกิจให้เป็นมิตรกับนักลงทุนมากกว่านี้ ก็เชื่อว่าจะไม่สามารถรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน และพลาดโอกาสที่จะคว้าเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่คาดว่าจะหลั่งไหลเข้ามาอาเซียนมากขึ้นในอนาคต







