
ทรัมป์-แซนเดอร์ส ชนะใจนิวแฮมป์เชอร์ถล่มทลาย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การเลือกตั้งเบื้องต้นแบบไพรมารีที่รัฐนิวแฮมป์เชอร์ สหรัฐ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือว่าพลิกความคาดหมายสำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่สามารถเอาชนะ จอห์น คาซิค, เท็ด ครูซ และเจป บุช คู่แข่งจากพรรคเดียวกันอย่างขาดลอย
เศรษฐีวัย 69 ปี จากมหานครนิวยอร์ก คว้าคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งไปทั้งสิ้น 35% นำเหนือม้ามืดอย่างคาซิคที่ได้คะแนนเสียงไป 16% และครูซ ผู้ชนะจากการหยั่งเสียงแบบคอคัสที่รัฐไอโอวา เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ได้คะแนนเสียงไปทั้งสิ้น 12%
รอยเตอร์ส ระบุว่า ชัยชนะของทรัมป์ในครั้งนี้ สะท้อนฐานเสียงของทรัมป์ในรัฐนิวแฮมป์เชอร์ยังมั่นคง และเป็นการกู้หน้าคืนจากความพ่ายแพ้ในการหยั่งเสียงแบบคอคัสที่รัฐไอโอวา
นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ที่มองว่า คาซิคคือม้ามืด และทรัมป์จะแพ้ เนื่องจากทรัมป์เป็นอันตรายต่อตัวเองจากแนวคิดดูถูกเชื้อชาติและแนวทางการบริหารประเทศที่คลุมเครือ เป็นการคาดคะเนที่ผิด
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ เปิดเผยว่า 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เลือกทรัมป์เห็นด้วยกับนโยบายห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศของทรัมป์ เนื่องจากความหวาดกลัวต่อภัยจากการก่อการร้าย
ล่าสุดหน่วยข่าวกรองสหรัฐเปิดเผยผลประเมินภัยคุกคามประจำปี พบว่า กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) และแนวร่วมจัดเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ของชาวสหรัฐ โดยระบุว่า แม้ที่ผ่านมากลุ่มไอเอสเน้นก่อเหตุในทวีปยุโรปมากกว่า แต่จากการประมวลข้อมูล พบว่า ในอนาคตมีแนวโน้มที่กลุ่มไอเอสจะก่อเหตุในสหรัฐโดยตรง แทนการออกคำสั่งให้แนวร่วมดำเนินการ
4 ใน 10 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงสนับสนุน ทรัมป์ โดย 15% ของทั้งหมดเป็นเยาวชนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งแรก ทั้งนี้ ผู้ที่เลือกพรรครีพับลิกัน ระบุว่า ทรัมป์คือตัวแทนของพรรคที่ดีที่สุดในการแก้ไขวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น และ 9 ใน 10 กังวลว่าอาจเกิดการก่อการร้ายขึ้นในสหรัฐ
นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ยังกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และมองว่า ทรัมป์ในฐานะที่เป็นทั้งนักธุรกิจและเศรษฐีชื่อดังมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้
สำหรับผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตที่คว้าชัย ได้แก่ เบอร์นี่ แซนเดอร์ส นักการเมืองหัวเอียงซ้ายต่อต้านกลุ่มทุนนิยมวอลสตรีท คว้าคะแนนเสียงไปทั้งสิ้น 60% นำโด่งเหนือ ฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดียวกัน ที่ได้คะแนนเสียงเพียง 38%
นิวยอร์ก ไทมส์ เปิดเผยว่า ผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้แซนเดอร์สส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และผู้ที่กังวลต่อปัญหาความเท่าเทียมและเอกภาพทางการเมืองของสหรัฐ โดยผู้ลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ มองว่า ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐควรเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเสรีนิยมมากขึ้น และ 2 ใน 3 ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขของสหรัฐ
สอดคล้องกับรอยเตอร์ส ที่ระบุว่า ชัยชนะของแซนเดอร์สส่วนใหญ่มาจากคนรุ่นใหม่ที่ต่อต้านกลุ่มทุนนิยมวอลสตรีท และเห็นด้วยกับนโยบายเรียนฟรีระดับมหาวิทยาลัยของแซนเดอร์ส
“ชัยชนะครั้งนี้ คือ การส่งเสียงของเราให้สะท้อนออกไปอีก จากย่านวอลสตรีทไปถึงกรุงวอชิงตัน จากรัฐเมนน์ไปถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งนั่นคือรัฐบาลที่เหมาะสมสำหรับสหรัฐและพลเมือง ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงของประเทศเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์” แซนเดอร์ส กล่าวหลังได้รับชัยชนะ
ด้าน ร็อบบี้ มุค ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์หาเสียงของฮิลลารี ระบุว่า การตัดสินใครจะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะมีขึ้นในเดือน มี.ค.นี้ และฮิลลารีจะได้รับคะแนนเสียงจากกลุ่มผิวสีและกลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ฮิลลารีชนะการเลือกตั้ง
“เป็นเรื่องยากที่จะไม่ชนะตัวแทนพรรคเดโมแครต หากไม่ได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มแอฟริกัน-อเมริกัน และกลุ่มละตินอเมริกา” มุค ระบุ
ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า การที่ทรัมป์และแซนเดอร์สชนะการหยั่งเสียงในรัฐนิวแฮมป์เชอร์อย่างถล่มทลาย สะท้อนว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงชาวรากหญ้าจำนวนมาก ต้องการเปิดฉากสู้กับกลุ่มชนชั้นนำของประเทศที่ควบคุมระบอบการเมืองของประเทศอยู่
สำหรับการหยั่งเสียงครั้งต่อไปจะมีขึ้นในรัฐเนวาดาและรัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งทั้งสองพรรคจะจัดการหยั่งเสียงแยกกัน โดยพรรคเดโมแครตจะจัดการเลือกตั้งแบบคอคัสในรัฐเนวาดา วันที่ 20 ก.พ. และไพรมารีที่รัฐเซาท์แคโรไลนา วันที่ 27 ก.พ. ส่วนพรรครีพับลิกันจะจัดไพรมารี วันที่ 20 ก.พ. และคอคัส วันที่ 23 ก.พ.







