
ผวาโสมแดงภัยเบอร์1
สหรัฐชี้เกาหลีขยับขึ้นเป็นภัยนิวเคลียร์อันดับ 1 แทนอิหร่าน ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 สหรัฐ
สหรัฐชี้เกาหลีขยับขึ้นเป็นภัยนิวเคลียร์อันดับ 1 แทนอิหร่าน ก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 สหรัฐ
เจมส์ อาร์ แคลปเปอร์ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐ เปิดเผยผลการประเมินภัยคุกคามประจำปี พบว่า เกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์มากที่สุดแทนที่อิหร่าน ขณะที่ภัยจากการก่อการร้ายโดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามถือเป็นภัยอันดับ 1 ของสหรัฐ
หน่วยข่าวกรองสหรัฐ ระบุว่า เกาหลี เหนือสะสมเชื้อเพลิงและกำลังพัฒนาขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ อีกทั้งยังพบว่า ขณะนี้เกาหลีเหนือเร่งผลิตธาตุกัมมันตภาพ รังสีพลูโตเนียม และเตรียมผลิตระเบิดนิวเคลียร์พลูโตเนียมทันทีหลังเปิดทำการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
หรือไม่กี่เดือนหลังจากนี้
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หากเกาหลีเหนือเปิดใช้งานเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดพร้อมกันจริง จะสามารถผลิตแร่พลูโตเนียมได้กว่า 4 กิโลกรัม และจะสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์พลูโตเนียมที่มีความรุนแรง 20 กิโลตันได้ 1 ลูก ภายในเวลาเพียง 1 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น จากรายงานดังกล่าวยังพบว่า เกาหลีเหนือกำลังพัฒนาระบบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปด้วย ซึ่งจะทำให้เกาหลีเหนือสามารถโจมตีสหรัฐได้โดยตรง
ขณะเดียวกัน รอยเตอร์สรายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐว่า ดาวเทียมของเกาหลีเหนือสามารถเข้าไปอยู่ในวงโคจรของโลกได้อย่างมีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จกว่าการปล่อยดาวเทียมในปี 2012 ที่ไม่สามารถโคจรอย่างมีเสถียรภาพ แต่ไม่พบการส่งสัญญาณจากดาวเทียมดังกล่าวกลับมายังโลก ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่าเกาหลีเหนือล้มเหลวในการแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ด้านทางการญี่ปุ่นออกมาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งห้ามไม่ให้เรือของเกาหลีเหนือผ่านเข้ามายังท่าเรือของญี่ปุ่น และเรือของประเทศอื่นที่แล่นเข้าน่านน้ำของเกาหลีเหนือจะถูกคว่ำบาตรด้วย
ขณะเดียวกัน แคลปเปอร์ ระบุว่า กลุ่มไอเอสและแนวร่วมยังเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อสหรัฐ โดยการก่อการร้ายจากคนในประเทศกลายมาเป็นภัยคุกคามที่อันตรายยิ่งกว่าการก่อการร้ายที่วางแผนจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีภัยคุกคามทางไซเบอร์จากจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และกลุ่มไอเอส ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบการโจรกรรมข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต การโฆษณาชวนเชื่อ และบิดเบือนข้อมูลด้วย
ในรายงานของหน่วยข่าวกรองเปิดเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่อาจจะใช้อุปกรณ์สอดแนมภายในบ้านเรือนของพลเมืองสหรัฐ เพื่อเพิ่มการเฝ้าระวังด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของพลเมือง โดยแคลปเปอร์ระบุว่า ในอนาคตอาจมีการติดตั้งระบบดังกล่าวในอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ในบ้านเรือน
ภาพ...เอเอฟพี







