
‘เจไอ’ ต่างจาก ‘ไอเอส’ อย่างไร?
โดย...ศราวุฒิ อารีย์
โดย...ศราวุฒิ อารีย์
เท่าที่ผ่านมา การก่อวินาศกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มักถูกอ้างว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม ญะมาอะฮ์ อิสลามมียะฮ์ หรือ JI แต่นับจากการโจมตีล่าสุดกลางกรุงจาการ์ตา เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หลายฝ่ายได้สรุปว่าเป็นผลงานของกลุ่มไอเอส คำถามจึงเกิดขึ้นว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้
งานของ Navhat Nuraniyah จากศูนย์เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งชาติ (CENS) ในสิงคโปร์ อธิบายไว้น่าสนใจครับ เขาบอกว่า JI ถือเป็นนักรบญิฮาด กลุ่มเก่าที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ก่อความรุนแรงในระยะหลัง โดยเฉพาะหลังปี 2007 เพราะสมาชิกระดับปฏิบัติการจำนวนมากถูกกวาดล้าง แต่ก็ยังมีกลุ่มของนายนูรดีน ท็อป ที่ยังก่อเหตุต่อไปจนถูกสังหารในปี 2009 นับจากนั้นมาการก่อเหตุก็เป็นไปอย่างสะเปะสะปะแบบส่วนตัว ส่วนใหญ่พุ่งเป้าที่ตำรวจ
อีกเหตุผลที่ JI เลิกก่อการรุนแรงคือ สมาชิกอาวุโสส่วนใหญ่เห็นว่ามันไม่ได้ผล ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ เพราะประชาคมมุสลิมส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย และเห็นว่าการใช้ความรุนแรงควรเป็นวิธีในอนาคตหลังจากประชาคมมุสลิมโลกพร้อมสนับสนุน ฉะนั้นการเคลื่อนไหวขณะนี้ควรเน้นงานการกุศล และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาคมมุสลิมผ่านการศึกษา เพื่อปูทางสู่การญิฮาดในอนาคต
กลุ่มนักรบญิฮาดรุ่นใหม่แตกต่างจาก JI รุ่นเก่าในหลายเรื่อง คนเหล่านี้ไม่ได้เติบโตมาจากนักเรียนศาสนา แต่มีภูมิหลังที่มาที่หลากหลาย ไม่ได้ถูกบ่มเพาะหลักการและมีความชำนาญจากการฝึกฝนการรบแบบ JI รุ่นก่อน นักรบญิฮาดรุ่นใหม่บางกลุ่มเริ่มต้นรวมตัวจากสื่อโซเชียลด้วยซ้ำไป แต่ไม่ว่ากลุ่มเก่าอย่าง JI หรือนักรบรุ่นใหม่ซึ่งส่วนใหญ่คือเยาวชน ต่างก็มีเป้าหมายร่วมกันอยู่ นั่นคือการสถาปนา “รัฐอิสลาม” ตามแนวคิดของพวกเขา
สิ่งที่แตกต่างคือช่วงเวลาของการใช้ความรุนแรงเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สำหรับ JI พวกเขาเริ่มเปลี่ยนวิธีการ แต่นักรบญิฮาดรุ่นใหม่กลับมีความเห็นต่าง เยาวชนเหล่านี้เห็นว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงต้องดำเนินต่อไป ดังจะเห็นได้จากการที่กลุ่มนักรบญิฮาดรุ่นใหม่ในอาเจะห์ออกมาวิจารณ์แกนนำ JI รุ่นก่อนและพวกพ้องรุ่นอาวุโส (ผ่านยูทูบเมื่อปี 2010) ที่ละทิ้งการจับอาวุธต่อสู้
อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นจนกลายเป็นสมรภูมิที่ดึงดูดนักรบญิฮาดจากทั่วโลก นักรบญิฮาดในอินโดนีเซียจึงตอบรับกับพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างกระตือรือร้น พวกเขาสร้างความชอบธรรม โดยอธิบายสมรภูมิซีเรียว่าเป็นสงครามระหว่างซุนนีย์-ชีอะฮ์ อันเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ที่เป็นช่วงใกล้วันสิ้นโลกในยุคสุดท้าย
คำอธิบายลักษณะนี้ถูกเผยแพร่ปลุกกระแสผ่านหนังสือ งานบรรยายต่างๆ เกี่ยวกับสงครามซีเรีย ตลอดจนสื่อออนไลน์ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจของนักรบญิฮาดรุ่นใหม่อินโดนีเซียให้ร่วมรบกับไอเอสและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอัสซาดในซีเรีย







