posttoday
ศาลยูเอ็นลงดาบผู้อำนวยการ ตวลสเลง เหยื่อเขมรโวยคุก 35 ปี น้อยไป

ศาลยูเอ็นลงดาบผู้อำนวยการ ตวลสเลง เหยื่อเขมรโวยคุก 35 ปี น้อยไป

27 กรกฎาคม 2553

สหายดุช อดีตหัวหน้าคุกตวลสเลง หนึ่งในผู้นำเขมรแดง ถูกตัดสินจำคุก 35 ปี ในข้อหาอาชญากรสงคราม

สหายดุช อดีตหัวหน้าคุกตวลสเลง หนึ่งในผู้นำเขมรแดง ถูกตัดสินจำคุก 35 ปี ในข้อหาอาชญากรสงคราม

 

ศาลยูเอ็นลงดาบผู้อำนวยการ ตวลสเลง เหยื่อเขมรโวยคุก 35 ปี น้อยไป

ศาลพิเศษคดีอาชญากรสงครามของกัมพูชาได้ตัดสินจำคุก เคียงเกียกเอียฟ หรือสหายดุช วัย 67 ปี อดีตหัวหน้าคุกตวลสเลง และหนึ่งในผู้นำเขมรแดง เป็นเวลา 35 ปี ในความผิดฐานเป็นอาชญากรสงคราม ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ รวมทั้งฆาตกรรม และทรมานโดยไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คร่าชีวิตชาวกัมพูชาไปกว่า 1.6 หมื่นคน

ทั้งนี้ สหายดุชจะถูกจำคุกเป็นเวลาไม่เกิน 19 ปี เนื่องจากศาลได้ลดหย่อนโทษโดยหักลบจากช่วงเวลาที่เจ้าตัวถูกจำคุกอย่างผิดกฎหมายในศาลทหารเป็นระยะเวลา 5 ปี และช่วงที่ถูกคุมขังนับตั้งแต่จับกุมอีก 11 ปี

ระหว่างที่อ่านผลคำตัดสิน ศาลระบุว่า ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยยอมรับ และสำนึกผิดต่อความผิดที่ตนได้กระทำ และให้ความร่วมมือกับศาลเป็นอย่างดี

สหายดุชยอมรับสารภาพว่า ตนเป็นหัวหน้าคุกตวลสเลงจริง พร้อมกับยอมรับว่า ตวลสเลงเป็นคุกลับที่ชาวกัมพูชาซึ่งถูกมองว่าเป็นศัตรูกับเขมรแดงจำนวนกว่า 1.6 หมื่นคน ต้องเดินผ่านเข้าประตู และถูกนำตัวไปสังหาร

วิธีการทรมานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถอดเล็บ การชอร์ตด้วยไฟฟ้า รวมถึงการนำผ้าขนหนูคลุมหน้าแล้วเอาน้ำราดเพื่อให้ผู้ที่ถูกทรมานสำลักน้ำ ก็ยังเป็นวิธีการที่ถูกนำมาใช้ในคุกตวลสเลงเพื่อบีบบังคับให้เหยื่อยอมรับสารภาพอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สหายดุชก็ได้แก้ต่างว่า สิ่งที่ตนได้กระทำลงไป เป็นเพียงการทำตามคำสั่ง และร้องขอให้ชาวกัมพูชาให้อภัย

ภายหลังจากคำตัดสินของศาลพิเศษถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ชาวกัมพูชาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งญาติของผู้เสียชีวิต และผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งอดีต
เทียรี่เส็ง ประธานศูนย์ความยุติธรรมและการปรองดองของกัมพูชา ผู้ซึ่งระบุว่าพ่อแม่ของเธอถูกฆ่าโดยเขมรแดง ได้วิพากษ์วิจารณ์ผลการตัดสินของศาลในครั้งนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าอับอาย และเป็นการดูถูกผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์คนอื่นๆ

“ฉันรู้สึกช็อกเหมือนกับทุกคน มันเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับที่คนซึ่งฆ่าคนมานับพันนับหมื่นคนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาแค่ 19 ปี”

เส็งยังระบุด้วยว่า ผลการตัดสินในครั้งนี้ทำเหมือนว่าอาชญากรรมที่เขาก่อขึ้น ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้สลักสำคัญอะไร

ด้าน โบเม็ง หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ ระบุว่า เขาโกรธมากเมื่อได้รับฟังผลการตัดสินในครั้งนี้

“ผมประสบกับการถูกทรมานอย่างเลวร้าย แม้ว่าดุชจะไม่ได้เป็นคนลงมือทำร้ายผมด้วยตัวเอง แต่เขาก็เป็นคนที่สั่งให้คนของเขาทำร้ายผมต่อหน้าเขา มันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวด เหมือนผมโดนผลการตัดสินตบหน้า” เม็ง ระบุ

 

ศาลยูเอ็นลงดาบผู้อำนวยการ ตวลสเลง เหยื่อเขมรโวยคุก 35 ปี น้อยไป

ซาวดีอุช หญิงวัย 46 ปี รายหนึ่งถึงกับร่ำไห้เมื่อได้ฟังคำตัดสินของศาล พร้อมกับระบุว่ารับไม่ได้กับคำตัดสินที่ออกมา

“ครอบครัวของฉันตาย พี่สาวของฉันตาย พี่ชายของฉันตาย ฉันเป็นคนเดียวที่ยังเหลือรอดอยู่”

นอกเหนือจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจต่อผลคำตัดสินของศาลพิเศษ ชาวกัมพูชาบางส่วนมองว่าการตัดสินโทษสหายดุชในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการนำตัวผู้นำเขมรแดงขึ้นพิจารณาตัดสินคดีเป็นครั้งแรก ถือเป็นโอกาสที่ดี และเป็นวันสำคัญของชาวกัมพูชาทุกคน

“โทษจำคุก 35 ปี ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำให้ชีวิตของเหยื่อผู้บริสุทธิ์กลับคืนมาได้ แต่นี่ถือว่าเป็นการเริ่มต้น” โคลินแซม ผู้ซึ่งสูญเสียสมาชิกครอบครัวไปในระหว่างยุคเขมรแดงเรืองอำนาจ ระบุ

ยุคแคง ผู้อำนวยการศูนย์เตรียมเอกสารหลักฐาน ระบุว่า ผลการตัดสินอาจจะไม่ออกมาตรงกับความต้องการของทุกคน แต่สิ่งที่แน่ชัดก็คือ สหายดุชจะไม่มีวันกลับมาเป็นอิสระได้อีก พร้อมกับระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่กัมพูชาจะสามารถผลัดใบ

กระบวนการนำตัวอดีตผู้นำเขมรแดงขึ้นพิจารณาตัดสินคดีในศาลพิเศษที่เป็นไปอย่างล่าช้า ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีสาเหตุมาจากอิทธิพลของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากอดีตสมาชิกของกลุ่มเขมรแดงจำนวนไม่น้อยก็ได้กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติในสังคมกัมพูชา และบางส่วนก็กลายเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลทั้งในระดับท้องถิ่น และในระดับประเทศ

สหายดุช หรือ เคียงเกียกเอียฟ เกิดเมื่อปี 2485 ครั้งหนึ่งเขาเคยทำงานเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือคนยากจน ก่อนจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มเขมรแดงในปี 2513

 

ศาลยูเอ็นลงดาบผู้อำนวยการ ตวลสเลง เหยื่อเขมรโวยคุก 35 ปี น้อยไป

เคียงเกียกเอียฟ ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ของกลุ่มเขมรแดง เนื่องจากเชื่อฟังครูคนหนึ่งของเขา

“ผมเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติโดยมีจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ต่อต้านรัฐบาล และต่อต้านการทรมาน ผมเสียสละทุกสิ่งอย่างจริงใจเพื่อการปฏิวัติ” สหายดุชกล่าวระหว่างการดำเนินคดี

สหายดุชถือเป็นหนึ่งในผู้นำเขมรแดงคนแรกที่ถูกศาลพิเศษคดีอาชญากรสงครามกัมพูชานำตัวขึ้นพิจารณาคดี โดยหลังจากการตัดสินโทษสหายดุช ศาลพิเศษก็จะดำเนินการพิจารณาตัดสินโทษของอีก 4 ผู้นำเขมรแดงที่ยังมีชีวิตอยู่

ผู้นำเขมรแดง 4 คนที่จะถูกนำตัวขึ้นพิจารณาไต่สวนคดีต่อจากสหายดุช ได้แก่ นวนเจีย หรือเป็นที่รู้จักกันในฉายา “พี่ใหญ่หมายเลข 2” เขียวสัมพัน อดีตผู้นำรัฐบาลเขมรแดง เอียงซารี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเอียงธิริต อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคม ภรรยาของเอียงซารี

บุคคลทั้งสี่จะถูกศาลพิจารณาความผิดในข้อหาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก่ออาชญากรรมสงคราม และก่ออาชญากรรมต่อต้านมวลมนุษยชาติ

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี