
หวั่นศก.จีนสะเทือนโลก เตือนธนาคารกลางหาแผนรับมือ
ออกุสติน คาร์สเตนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางของเม็กซิโก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ออกุสติน คาร์สเตนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางของเม็กซิโก เตือนธนาคารกลางประเทศตลาดเกิดใหม่ให้ออกมาตรการทางการเงินเชิงรุกตามรอยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในปี 2016 โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า
“ตลาดเกิดใหม่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะช็อกของตลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต” คาร์สเตนส์ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางเม็กซิโก ยังระบุด้วยว่า ความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นอาจรุนแรง ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ บรรดาธนาคารกลางและนักเศรษฐศาสตร์ได้ออกโรงเตือนว่า การที่นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นและพันธบัตรของตลาดเกิดใหม่อย่างมหาศาลตั้งแต่กลางปี 2015 เป็นการกระตุ้นให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่อง ซึ่งจะกระทบต่อภาคธุรกิจตลาดเกิดใหม่ในการชำระหนี้
คาร์สเตนส์ กล่าวว่า การเรียกร้องมาตรการทางการเงินเชิงรุกของธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ จะเป็นการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และบรรดาธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้ว รวมไปถึงเป็นการแลกเปลี่ยนความเสี่ยงสูง นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงหนี้สินของธนาคารกลางและรัฐบาลในระยะสั้น
ไมเคิล ดูเลย์ นักวิจัยประจำ ดร็อบนีย์ โกลบอล แอดไวเซอร์ สถาบันวิจัยการลงทุนในสหรัฐ ระบุว่า การเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาดของธนาคารกลางเป็นการอัดฉีดเงินเข้าระบบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหากตลาดเชื่อมั่นในรัฐบาลว่าสามารถชำระหนี้ได้
ด้าน อัลเบอร์โต แกลโล หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาคของธนาคารอาร์บีเอสในอังกฤษ ระบุว่า ขณะนี้จีนกำลังดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวผ่านบรรดาสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของรัฐ ด้วยการเข้าซื้อหลักทรัพย์และสินทรัพย์เพื่อพยุงตลาดหุ้นจีนที่ผันผวน ภายใต้การสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี)
แกลโล ยังระบุด้วยว่า กรณีของจีนถือเป็นกรณีเฉพาะ เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากและปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียว สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ นั้น อาจเป็นเรื่องยากในการสนับสนุนค่าเงินของตัวเอง ควบคู่ไปกับการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามาก ผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
จีนทุ่ม 4 ล้าน ล. ลงทุนรถไฟ
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน เปิดเผยว่า องค์การรถไฟจีน (ซีอาร์ซี) เตรียมลงทุนรถไฟมูลค่า 1.216 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.41 ล้านล้านบาท) ในปีนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน คาดว่าจะเพิ่มความจุผู้โดยสารมากขึ้น 10% และความจุในการขนส่งสินค้าได้เพิ่มขึ้น 2%
เฉิง กวางซู ผู้อำนวยการทั่วไปซีอาร์ซีระบุ รัฐบาลจะยังคงลงทุนในโครงการก่อสร้างทางรถไฟต่อไป และจะพัฒนาทางรถไฟเพิ่มไปยังภาคกลางและตะวันตกของประเทศ
การเปิดเผยแผนลงทุนขนาดใหญ่ของจีนมีขึ้นก่อนการประกาศผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 4 ของปี 2015 ที่ทั่วโลกกำลังจับตาในวันนี้ โดยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์สคาดการณ์ว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 6.8% ลดลงจาก 6.9% ของไตรมาส 3 และคาดว่าเศรษฐกิจจีนในปีเดียวกันจะขยายตัวที่ 6.9% ลดลงจาก 7.3% ของปี 2014 เนื่องจากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์มั่นคง (เอฟไอเอ) และการค้าที่หดตัว
ด้าน โนมูระ โฮลดิ้งส์ คาดตัวเลขจีดีพีจีนไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนจะอยู่ที่ 6.4% ธนาคารมิตซูโฮคาดจะอยู่ที่ 6.9% โซซิเอเต้ เจเนอราล คาดอยู่ที่ 6.8% และมูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังคาดตัวเลขจะอยู่ที่ 5.7%
นักวิเคราะห์ของมูดี้ส์ คาดการณ์ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนจะหดตัวลงอีก หรือปรับตัวลง 5.1% เทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากแรงซื้อในตลาดโลกลดลง ส่วนการค้าในประเทศนั้นคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล
น้ำมันโลกหลุด 28 เหรียญ
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนต์งวดส่งมอบเดือน ม.ค. ปรับตัวลง 4.4% อยู่ที่ 27.67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 18 ม.ค. ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสงวดส่งมอบเดือน ก.พ. ปรับตัวลง 3.6% ที่ 28.36 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลว่าปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นกระทบต่อราคาน้ำมันโลก
ขณะเดียวกัน บรรดากองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างคาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวลงอีก เนื่องจากอุปทานส่วนเกินและแรงซื้อจากจีนที่ชะลอตัว สอดคล้องกับคาดการณ์ของโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ คาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะย่ำแย่ไปจนถึงสิ้นปี และราคาจะฟื้นตัวหลังปี 2016
ฝรั่งเศสประกาศภาวะฉุกเฉิน ศก.
ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ระบุว่า ฝรั่งเศสอยู่ในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องออกมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจและลดอัตราการว่างงาน พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มแน่นอน
มาตรการแรกที่ผู้นำฝรั่งเศสบังคับใช้จะเป็นไปในระดับปานกลาง และจะไม่มีการใช้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศภาวะฉุกเฉินใดๆ อีก นอกจากนี้จะใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านยูโร (ราว 7.9 หมื่นล้านบาท) เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานและกระตุ้นในภาคธุรกิจจ้างและอบรมพนักงานใหม่ด้วย &O5532;







