
ซาอุฯเปิดหน้าชกอิหร่าน โอเปกยิ่งร้าวลึก น้ำมันยิ่งผันผวน
ความตึงเครียดระหว่าง “ซาอุดิอาระเบีย” และ “อิหร่าน” ในตะวันออกกลางยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากซาอุดิอาระเบียสั่งตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน จากกรณีที่อิหร่านไม่สามารถขวางประชาชนของตัวเองไม่ให้บุกเข้าไปยังสถานทูตซาอุดิอาระเบียและเผาทำลายข้าวของได้ ส่วนอิหร่านก็ไม่พอใจที่ซาอุดิอาระเบียประหารชีวิตนักการศาสนาชั้นสูงนิกายชีอะห์
ความตึงเครียดระหว่าง “ซาอุดิอาระเบีย” และ “อิหร่าน” ในตะวันออกกลางยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากซาอุดิอาระเบียสั่งตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน จากกรณีที่อิหร่านไม่สามารถขวางประชาชนของตัวเองไม่ให้บุกเข้าไปยังสถานทูตซาอุดิอาระเบียและเผาทำลายข้าวของได้ ส่วนอิหร่านก็ไม่พอใจที่ซาอุดิอาระเบียประหารชีวิตนักการศาสนาชั้นสูงนิกายชีอะห์
การเปิดหน้าชกระหว่าง 2 ประเทศมุสลิม นิกายซุนหนี่ และนิกายชีอะห์ ในครั้งนี้ ยังทำให้โลกต้องจับจ้องไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาทันที โดยเฉพาะด้าน “น้ำมัน” ในฐานะที่ทั้งสองประเทศต่างก็เป็นผู้เล่นคนสำคัญในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ซึ่งน่าวิตกว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะรุนแรงพอที่จะจุดชนวนสงครามราคาน้ำมันรอบใหม่หรือไม่
ซาอุดิอาระเบียมีน้ำมันสำรองมากสุดอันดับ 2 แต่ส่งออกมากสุดอันดับ 1 ขณะที่อิหร่านมีน้ำมันสำรองอันดับ 3 แต่ส่งออกได้ไม่มากเพราะเจอมาตรการคว่ำบาตรไปก่อนหน้านี้ ทว่ากำลังจะกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตและส่งออกเต็มสูบ หลังมาตรการคว่ำบาตรผ่อนคลายลงในปี 2016 นี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาน้ำมันโลกจะขยับขึ้นทันทีกว่า 2% หลังรับรู้ข่าวซาอุดิอาระเบียประกาศตัดความสัมพันธ์กับอิหร่าน เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะปรับลดลงไปอีกครั้ง เนื่องจากนักลงทุนต่างกังวลต่อภาวะน้ำมันล้นตลาดมากกว่า ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อย่างจีนเองก็ประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แรงซื้อจึงไม่มากเท่าปริมาณการผลิต โดยช่วง 2-3 วันมานี้ ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นลงอย่างผันผวนหลายครั้ง และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในการซื้อขายที่ตลาดลอนดอน ได้สวิงกลับมาเฉียดระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 11 ปีอีกครั้ง จากปัจจัยกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีน และระเบิดในเกาหลีเหนือ บรรดานักวิเคราะห์มองว่าความขัดแย้งในครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดสงครามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่จะทำให้เกิดภาวะราคาน้ำมันผันผวนหนัก เนื่องจากจะยิ่งทำให้เกิดการแตกแยกหนักขึ้นในกลุ่มประเทศโอเปก ซึ่งในภาพรวมแล้วอาจฉุดราคาน้ำมันลงมากกว่าจะขยับขึ้นเสียด้วย
บรรดาพันธมิตรของซาอุดิอาระเบียต่างตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านด้วย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นสมาชิกโอเปกด้วย ก่อนจะตามมาด้วยคูเวต ที่เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ในโอเปก
ทั้งนี้ อิหร่านจะพ้นจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกในปีนี้ และจะส่งผลให้อิหร่านสามารถกลับมาส่งน้ำมันจำนวนมหาศาลได้อีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าอิหร่านจะสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ราววันละ 5 แสนบาร์เรล หลังพ้นจากการคว่ำบาตร และจะค่อยๆ ปรับขึ้นอีก 5 แสนบาร์เรล กลายเป็นวันละ 1 ล้านบาร์เรลในที่สุด ทวงตำแหน่งผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 2 ของโอเปก
อย่างไรก็ตาม โมห์เซน กัมซารี ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน (เอ็นไอโอซี) รัฐวิสาหกิจน้ำมันอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านจะส่งออกน้ำมันเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับแรงซื้อของตลาด และก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อิหร่านหลายคนก็แสดงท่าทีต้องการให้โอเปกปรับลดกำลังการผลิต
จุดยืนของอิหร่านนั้น ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับซาอุดิอาระเบียที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมปรับลดกำลังการผลิตเป็นอันขาด จนเป็นจุดแตกหักในเดือน ธ.ค.ที่โอเปกยกเลิกกำลังเพดานการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งโอเปกมักผลิตเกินอยู่ตลอดออกไปจนกว่าจะถึงการประชุมโอเปกรอบหน้าในเดือน มิ.ย.
แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติสมาชิกโอเปกขึ้น สร้างความกังวลว่าจะเกิดการแข่งขันกันผลิตเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันดิ่งเหวลงไปมากกว่านี้อีก
โมฮัมหมัด อัล-ซับบัน อดีตที่ปรึกษาอาวุโสรัฐมนตรีน้ำมันซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง 2 ชาติ โอเปกยังมีความหวังที่จะร่วมมือกันปรับลดกำลังการผลิตกันได้ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว อิหร่านจะปฏิเสธที่จะร่วมมือ ส่วนซาอุดิอาระเบียก็จะไม่ยอมประนีประนอมด้วยแน่
การคุยกันในโอเปกยังคงจะย่ำแย่ลงไปมากกว่านี้อีก นอกจากการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเรื่องกำลังการผลิตแล้ว ยังแบ่งฝักฝ่ายด้วยเหตุผลทางการเมืองจากความขัดแย้งของทั้งสองชาติอีก โดยหากเกิดการสู้กันด้วยน้ำมันจริงระหว่างทั้งสองชาติ จากข้อมูลของซีเอ็นบีซีเผยให้เห็นว่า ทั้งสองชาติสามารถผลิตได้เกิดความต้องการของตลาดจนดันราคาน้ำมันไปต่ำกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลได้เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม จากคำกล่าวของอิหร่านที่ยืนยันว่าจะส่งออกน้ำมันตามความต้องการของตลาด ยังสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าอิหร่านไม่ต้องการที่จะใช้น้ำมันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด แต่เพื่อทำเงินต่างหาก โดย จอห์น คิลดัฟฟ์ จากอะเกนแคปปิตัล บริษัทลงทุนในนิวยอร์ก ระบุว่า อิหร่านสามารถขายน้ำมันจำนวนน้อยในราคาแพงได้เงินมากกว่าการขายจำนวนมากแต่ราคาถูก
“ความต้องการขายน้ำมันของอิหร่านไม่ได้เกิดจากความต้องการให้ราคาตกลงเพื่อกำจัดซาอุดิอาระเบีย แต่เพื่อทำเงิน” คิลดัฟฟ์กล่าว และระบุว่า ในระยะยาวอิหร่านไม่สามารถกำจัดซาอุดิอาระเบียที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโอเปกได้อยู่ดี
ซาอุดิอาระเบียเตรียมรับมือภาวะน้ำมันราคาถูกซึ่งทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศส่งออกน้ำมันแล้ว โดยเตรียมลดการใช้จ่ายรัฐบาลในภาคส่วนอื่นๆ ลง เพื่อรักษาให้งบประมาณของประเทศไม่ขาดดุลจนเกินไป รวมถึงการปรับลดการอุดหนุนพลังงาน ซึ่งล่าสุดคือก๊าซ ส่งผลให้ราคาแพงขึ้นในประเทศถึง 50%
นอกจากนี้ ซาอุดิอารัมโคยังขึ้นราคาพลังงานสำหรับเอเชีย รวมถึงยังมีความสามารถในการขายพันธบัตรเพื่อหาเงินได้อีกด้วย
ราคาน้ำมันที่ตกลงกดดันเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกโอเปก โดยซาอุดิอาระเบียเจองบประมาณขาดดุลอย่างหนักถึง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ในขณะที่อาจจะขาดดุลอีกครั้งในปี 2016 นี้
ด้านอิหร่านเองแม้จะพ้นจากมาตรการคว่ำบาตรแล้ว ก็ไม่สามารถทำรายได้ได้ดีพอจากการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออก เนื่องจากต้องเจอกับภาวะราคาน้ำมันราคาถูก ที่เกือบลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี โดยพลาดโอกาสช่วงราคาน้ำมันเกิน 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่การตั้งงบประมาณปีงบประมาณหน้า ก็ต้องลดรายได้จากน้ำมันลงเกือบครึ่งมาที่ราว 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 72 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ของปีงบประมาณ 2015
อย่างไรก็ดี แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าความขัดแย้งของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ฝั่งซุนหนี่และชีอะห์จะยิ่งทำให้โอเปกแตกแยก และทำให้การกำหนดราคาน้ำมันโลกร่วมกันเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ก็มีความเห็นอีกหลายฝ่ายที่เชื่อว่าที่สุดแล้ว ซาอุดิอาระเบียจะยอมหันหน้าคุยกับอิหร่านในเวทีโอเปกมากขึ้น
เพราะต่างฝ่ายต่างก็เจ็บตัวจากราคาน้ำมันขาลง และการมีเรื่องขัดแย้งโดยจุดประเด็นชาตินิยมขึ้นในเวลานี้ ก็พอจะช่วยเบี่ยงประเด็นความไม่พอใจต่อเรื่องเศรษฐกิจในบ้าน ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากราคาน้ำมันขาลงได้บ้าง
และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและซาอุดิอาระเบียเริ่มต้นที่จะเป็นไปด้วยดีมากขึ้นหลังทั้งสองชาติตกลงเป็นสมาชิกก่อตั้งโอเปก ฉะนั้นการพูดคุยก็อาจกลับมาในทางที่ดีขึ้นจากเรื่อง “น้ำมัน” ก็เป็นได้







