
ช็อกสุด 2015 ศุกร์ 13 ฝันร้ายปารีส
เหตุการณ์ในรอบปี 2015 ที่ผ่านมา คงไม่มีอะไรสะเทือนขวัญชาวโลกให้หวาดผวาไปมากกว่าเหตุก่อการร้ายถล่มกรุงปารีส
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เหตุการณ์ในรอบปี 2015 ที่ผ่านมา คงไม่มีอะไรสะเทือนขวัญชาวโลกให้หวาดผวาไปมากกว่าเหตุก่อการร้ายถล่มกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 130 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 200 ราย และเป็นเหตุการณ์สำคัญนับตั้งแต่กรณีวินาศกรรมสหรัฐ 11 ก.ย. 2001 ที่ทำให้ทั่วโลกหันมาร่วมมือต่อต้านก่อการร้ายอีกครั้ง
เวลาประมาณ 21.05 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 13 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น เสียงระเบิดลูกแรกดังขึ้นที่สนามกีฬาสตาด เดอ ฟรองซ์ ซึ่งกำลังจัดการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมเยอรมนี และฝรั่งเศส โดยมีผู้ชมระดับวีไอพีอย่างประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศส อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย
ต่อมาเพียงแค่ 5 นาที ก็เกิดเหตุกราดยิงตามมาหลายจุดบนท้องถนน ร้านอาหาร และโรงละครบาตาคลอง ซึ่งกำลังจัดแสดงคอนเสิร์ตอยู่ รวมสถานที่เกิดเหตุทั้งสิ้นอย่างน้อย 6 จุด และจุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดเกิดขึ้น ณ โรงละครบาตาคลอง ด้วยยอดผู้เสียชีวิตถึง 89 ราย และทำให้กรุงปารีสประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
“ตอนแรกผมได้ยินเสียงระเบิด ก็คิดว่าเป็นเสียงประทัด ไม่นานผมก็ได้กลิ่นดินปืน ผมเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น กระสุนถูกสาดไปทุกทิศทุกทาง” ซิลแวน วัย 38 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการกราดยิงในคอนเสิร์ตฮอลล์ บาตาคลอง เปิดเผยกับเอพี
ภายหลังเกิดเหตุไม่นาน กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ก็ได้ออกคลิปวิดีโอยอมรับอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ก่อเหตุทั้ง 8 ราย เลือกสรรสถานที่โจมตีมาอย่างดีแล้ว แสดงให้เห็นว่าเป็นการโจมตีโดยการวางแผนเอาไว้ก่อน นับเป็นเหตุก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุด หลังจากที่ฝรั่งเศสเพิ่งเผชิญเหตุกราดยิงในสำนักพิมพ์ ชาร์ลี เอ็บโด จนมีผู้เสียชีวิต 12 ราย ไปเมื่อต้นปีนี้
ยุโรปผนึกกำลังไล่ล่า
ตำรวจฝรั่งเศสเริ่มสืบสวนเหตุการณ์ผ่านหลักฐานในที่เกิดเหตุ เช่น พาสปอร์ตและรถ 3 คัน ที่ผู้ก่อการร้ายใช้ในการก่อเหตุดังกล่าว โดย 1 ใน 3 คัน ถูกตำรวจจับกุมและยึดไว้ระหว่างเดินทางหนีจากฝรั่งเศสไปยังเบลเยียม ซึ่งเบลเยียมประกาศการระวังภัยก่อการร้ายสูงสุดที่กรุงบรัสเซลส์ในวันที่ 20 พ.ย. และลดระดับลงมาในวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา
นับตั้งแต่เกิดเหตุ เอเอฟพี รายงานว่า ตำรวจฝรั่งเศสได้ออกปฏิบัติการจู่โจมผู้ก่อการร้ายที่ต้องสงสัยก่อเหตุแล้วถึงราว 2,700 นาย และกักบริเวณผู้ต้องสงสัยไว้อีก 360 ราย โดยเชื่อว่ามีผู้ก่อเหตุทั้งหมด 10 ราย 9 ราย ถูกจับกุมหรือเสียชีวิต ในขณะที่อีกคนหนึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี คือ ซาลาห์ อับเดลสลาม
การก่อเหตุดังกล่าวเป็นการทำงานกันเป็นทีมระหว่างทีมในต่างประเทศและทีมในฝรั่งเศส โดยคาดว่า อับเดลฮามิด อาบาอุด ชาวเบลเยียม เป็นผู้วางแผนก่อเหตุ นำไปสู่การไล่ล่าปิดเมืองคืนวันที่ 17-18 พ.ย. ซึ่งมีการปะทะกันก่อนที่ผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายจะเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แม้ฝรั่งเศสจะสามารถระบุตัวผู้ก่อการร้ายได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่การสืบสวนก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะอับเดลสลามยังคงหลบหนีอยู่
การที่ผู้ก่อการร้ายส่วนหนึ่งเป็นผู้อพยพที่มาจากซีเรีย ส่งผลให้การรับผู้อพยพที่ลี้ภัยการเมืองและสงครามมาจากซีเรียและประเทศอื่นๆ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกถกเถียงตามมาอย่างหนัก สร้างความกดดันแก่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี ที่ผลักดันให้ยุโรปเปิดกว้างรับผู้อพยพ และเป็นประเทศที่เปิดรับผู้อพยพมากที่สุด จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายพาสปอร์ตเชงเกนที่เข้มข้นขึ้น เปิดทางให้แต่ละประเทศสามารถตั้งด่านตรวจสอบได้
โลกรวมใจต้านภัยก่อการร้าย
นอกจากเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสจะทำให้นานาชาติยกระดับการระวังภัยก่อการร้ายในบ้านตัวเองแล้ว ประชาคมโลกยังร่วมใจจัดการกับกลุ่มไอเอสอย่างจริงจังนำโดยสหรัฐ ที่เป็นผู้นำสนับสนุนการต้านก่อการร้ายอยู่แล้ว และฝรั่งเศสที่ถูกกลุ่มไอเอสจู่โจม รวมถึงรัสเซียที่ถูกกลุ่มไอเอส วางระเบิดสายการบินเมโทรเจ็ท ตกในประเทศอียิปต์ จนมีผู้เสียชีวิต 224 ราย เนื่องจากรัสเซียเป็นพันธมิตรของรัฐบาลซีเรีย คู่แค้นของไอเอส
ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย จึงออกปฏิบัติการโจมตีทางอากาศกลุ่มไอเอสในซีเรียทันที โดยมีการทำข้อตกลงทางน่านฟ้ากับสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกองกำลังร่วมเพียงหนึ่งเดียว เพื่อจัดการกับกลุ่มไอเอส เช่นเดียวกับออลลองด์ ที่เดินสายพบผู้นำสหรัฐ เยอรมนี และรัสเซีย เพื่อหาพันธมิตรในการจัดการกับกลุ่มก่อการร้าย
ฝรั่งเศสเองได้ส่งเครื่องบินรบไปถล่มไอเอสเพิ่มอีกราว 12 ลำ และทิ้งระเบิดร่วม 20 จุด ในวันที่ 17 พ.ย. ขณะที่รัสเซียจัดการถล่มกลุ่มไอเอส อยู่เนืองๆ โดยมีรายงานว่า การโจมตีของรัสเซียสามารถจัดการกับรถขนส่งน้ำมันของไอเอสได้ 1,000 คัน ในเวลา 5 วัน และยังสังหารไอเอสได้ 472 ราย ในระยะเวลา 2 วัน
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือเพื่อถล่มกลุ่มก่อการร้ายก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างราบรื่น โดยมีการปะทะคารมกันออกมาอย่างต่อเนื่องระหว่างฝ่ายสหรัฐและรัสเซีย ซึ่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ พุ่งเป้าว่า การโจมตีทางอากาศของรัสเซียไม่ได้มีเป้าหมายที่กลุ่มไอเอสเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเป้าหมายที่กลุ่มต่อต้านประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย ที่สหรัฐไม่สนับสนุนด้วย
กระนั้น ความร่วมมือกันโจมตีไอเอสยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดเหตุปะทะกันระหว่างรัสเซีย-ตุรกี โดยตุรกีส่งเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 ยิงเครื่องบินรบ ซู 24 ของรัสเซียตกเมื่อวันที่ 24 พ.ย. เป็นเหตุให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ กลายเป็นประเด็นแทนการร่วมมือเพื่อต่อต้านก่อการร้าย นำไปสู่การลดระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศ และทำให้ภารกิจต่อต้านการก่อการร้าย อันเกี่ยวเนื่องถึงกลุ่มไอเอสและการเมืองในซีเรียเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดแห่งปี 2015 และยังร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2016 ด้วย
ภาพ...เอเอฟพี







