
เฟดฉุดทุนไหลหนีตลาดเกิดใหม่
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า การลงทุนจากต่างประเทศในประเทศตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2009 ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนถึงผลที่จะตามมาหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ เปิดเผยว่า การลงทุนจากต่างประเทศในประเทศตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2009 ท่ามกลางการจับตามองของนักลงทุนถึงผลที่จะตามมาหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี
จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พบว่า ราคาพันธบัตรและหุ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ปรับตัวลง อีกทั้งเงินทุนไหลเข้าสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติก็ลดลงจาก 2.85 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) ของปี 2014 อยู่ที่ 6.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) ในปี 2015
ขณะที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) เตือนถึงผลด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น โดยหลายปีที่ผ่านมาอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว
สอดคล้องกับ พอล แมคนามารา ผู้อำนวยการ การลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ จากจีเอเอ็ม บริษัทจัดการหลักทรัพย์ ระบุว่า ปี 2015 ถือเป็นปีที่ไม่สดใสนักสำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
“เกิดสินทรัพย์ต่างๆ จำนวนมากไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ และไม่มีใครสามารถคาดการณ์อนาคตของตลาดได้ แม้ในช่วงสัปดาห์หน้าหลังการประชุมของเฟด” แมคนามารา กล่าว
นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลต่อปริมาณพันธบัตรของตลาดเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2008 และ 2014 ซึ่งอยู่ในระดับที่เร็วที่สุดในตลาดพันธบัตรโลก
ไซมอน หลิวฟง หัวหน้าฝ่ายพันธบัตรตลาดเกิดใหม่ของพิคเต็ต บริษัทจัดการสินทรัพย์ ระบุว่า บรรดาผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างตระหนักและเป็นกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาหลังจากการตัดสินใจของเฟด
ด้าน เดวิด ฮอเนอร์ หัวหน้าด้านตลาดเกิดใหม่ของแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ชี้ว่า แม้ตลาดเกิดใหม่จะมีการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด แต่ก็ยังมีประเด็นอื่นให้น่าวิตก เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างหนักและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว
FII แห่ขายหุ้นตลาดเกิดใหม่
จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (เอฟไอไอ) พากันขายหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และอินเดีย โดยตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. เกิดเงินทุนไหลออกจากเกาหลีใต้แล้วกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.08 แสนล้านบาท) ไต้หวัน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.2 หมื่นล้านบาท) และอินเดีย 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.76 หมื่นล้านบาท) ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 4% ดัชนีเวทเต็ดตลาดไต้หวันลดลง 5% และดัชนีเซ็นเซ็กของอินเดียปรับตัวลง 6%
ซานจีฟ ปราสาด ประธานบริหารอาวุโสของโกตัก บริษัทหลักทรัพย์ในอินเดีย ชี้ว่า เงินทุนไหลออกในตลาดเกิดใหม่ สะท้อนถึงความสามารถของตลาดเกิดใหม่ที่อยู่ในระดับแย่ในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสกุลเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่า โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมาดัชนีเอ็มเอสซีไอตลาดเกิดใหม่ร่วงลงไปถึง 30% สวนทางกับดัชนีเอ็มเอสซีไอทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้น 30% ในช่วงเดียวกัน
คาดหุ้นเอเชียฟื้นปี 2016
รอยเตอร์สเปิดเผยผลสำรวจคาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกว่าจะฟื้นตัวในปี 2016 ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวและความผันผวนของค่าเงินในภูมิภาค
มีการคาดการณ์ว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีนภายในสิ้นปี 2015 จะอยู่ที่ 3,500 จุด มากกว่าตัวเลขปิดตลาดเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ที่ 3,434.58 จุดเพียงเล็กน้อย และคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ 3,500 จุดได้จริง ถือเป็นการปรับตัวขึ้นถึง 8% ในปีนี้ แม้จะไม่ดีมากแต่ก็ดีกว่าที่ผลสำรวจคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตอาจแตะระดับ 3,600 จุด ในช่วงกลางปี 2016 และแตะ 3,900 จุด ในช่วงปลายปี
ทว่านักวิเคราะห์ของธนาคารโซซิเอเต เจเนราล แสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจจีนทั้งด้านการค้าและการเงิน จะสร้างผลกระทบต่อรายได้ของแต่ละประเทศและเพิ่มความเสี่ยงแก่ตลาดในภูมิภาค
ด้านราคาหุ้นไต้หวันและฮ่องกงจะปรับตัวลงในช่วงต้นปี 2016 และจะปรับตัวขึ้นในช่วงที่ 2 ของปี
“เราหวังว่าแรงซื้อที่ขยายตัวในภูมิภาคและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจในอินเดียและญี่ปุ่น จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้ดีขึ้น” นักวิเคราะห์ของธนาคารโซซิเอเต เจเนราล กล่าว
อย่างไรก็ดี การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ต่อดัชนีญี่ปุ่นปี 2016 ยังไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากตลาดยังคงมีความผันผวนอยู่ แต่โดยรวมอยู่ในระดับดี โดยนักวิเคราะห์คาดว่าผลกำไรภาคธุรกิจประจำปีงบประมาณหน้าจะเพิ่มขึ้นราว 10% ด้านนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ของรอยเตอร์ส คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มช่วงครึ่งปีแรก
ซาอุฯ ปรับแผนรับน้ำมันขาลง
รอยเตอร์สเปิดเผยอ้างจากแหล่งข่าวว่า รัฐบาลซาอุดิอาระเบียประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เตรียมประกาศปรับลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง โดยเฉพาะภาคการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและหันไปพึ่งแหล่งรายได้ใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาล อย่างเช่น ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่พลังงานมากขึ้น หลังราคาน้ำมันตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดปัญหางบประมาณขาดดุลอย่างหนัก คาดว่าปี 2015 รัฐบาลจะขาดดุลราว 1.07-1.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.8-4.79 ล้านล้านบาท) ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่ม
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวคาดการณ์ว่า ทางการจะประกาศงบประมาณสำหรับปี 2016 ในวันที่ 21 ธ.ค. และเปิดเผยมาตรการทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว อาทิ การปรับลดการอุดหนุนราคาพลังงาน ขึ้นราคาพลังงานในประเทศ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ และจัดเก็บภาษีใหม่ภายในเดือน ม.ค. 2016
คาลิด อัลสเวเล็ม อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของธนาคารกลางซาอุดิอาระเบีย ระบุว่า นโยบายทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่รัฐบาลเตรียมประกาศใช้ จะสามารถแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันได้







