
โลกตื่นยกระดับระวังภัย ไอเอสรับถล่มฝรั่งเศส
"ตอนแรกผมได้ยินเสียงระเบิด และผมก็คิดว่าเป็นเสียงประทัด ไม่นานจากนั้น ผมก็ได้กลิ่นดินปืน และผมก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระสุนสาดไปทุกทิศทุกทาง" ซิลแวน วัย 38 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการกราดยิงในคอนเสิร์ตฮอลล์ บาตาคลอง เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพี โดยขอปกปิดชื่อจริงเอาไว้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
"ตอนแรกผมได้ยินเสียงระเบิด และผมก็คิดว่าเป็นเสียงประทัด ไม่นานจากนั้น ผมก็ได้กลิ่นดินปืน และผมก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระสุนสาดไปทุกทิศทุกทาง" ซิลแวน วัย 38 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการกราดยิงในคอนเสิร์ตฮอลล์ บาตาคลอง เปิดเผยกับสำนักข่าวเอพี โดยขอปกปิดชื่อจริงเอาไว้ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
ปิแอร์ จานาสซัก ผู้จัดรายการวิทยุที่เห็นเหตุการณ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า ในระหว่างเกิดเหตุ มือปืนอย่างน้อย 2 คน เข้าจับตัวประกันเอาไว้ราว 20 คน และได้ยินหนึ่งในตัวประกันตะโกนต่อว่าประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ ด้วยการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองซีเรีย
จานาสซัก กล่าวว่า หลังจากนั้นราว 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจของฝรั่งเศสก็บุกเข้ามาในคอนเสิร์ตฮอลล์ โดย 3 คนได้ใช้ระเบิดที่ผูกติดไว้ที่เข็มขัดในการฆ่าตัวตาย ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจวิสามัญคนสุดท้ายเสียชีวิต
การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการก่อการร้ายทั้งกราดยิงและระเบิดฆ่าตัวตายในกรุงปารีส ฝรั่งเศส รวมกันถึง 6 จุด และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 150 คน บาดเจ็บกว่า 200 คน ในขณะที่ผู้ลงมือก่อเหตุซึ่งคาดมีจำนวน 8 คน เสียชีวิตทั้งหมด ทั้งจากการวิสามัญของเจ้าหน้าที่และปลิดชีพตัวเอง
ภายหลังจากการเกิดเหตุดังกล่าว สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับการสืบสวนว่า พบหนังสือเดินทางสัญชาติซีเรีย ใกล้กับจุดที่ผู้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามกีฬาสตัด เดอ ฟรองซ์ หนึ่งในจุดเกิดเหตุ ซึ่งกำลังแข่งฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศส โดยออลลองด์กำลังชมฟุตบอลคู่ดังกล่าวในขณะที่เกิดเหตุด้วยเช่นกัน ขณะที่ตำรวจระบุตัวมือระเบิด 1 คนได้แล้วว่าเป็นคนสัญชาติฝรั่งเศสเอง
ด้านกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ออกคลิปวิดีโอประกาศยอมรับอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า มือระเบิดทั้ง 8 คน คัดสถานที่โจมตีมาอย่างดีแล้ว ซึ่งนับเป็นการยอมรับในเวลาไม่นาน หลังจากที่ประธานาธิบดีออลลองด์ แถลงผ่านหน้าจอโทรทัศน์ว่าเหตุโจมตีครั้งนี้เป็นการก่อสงครามของไอเอส
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจบาวาเรีย ทางตอนใต้ของเยอรมนี เผยว่า ได้จับกุมชายต้องสงสัยชาวมอนเตเนโกรได้ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุที่ฝรั่งเศสด้วย โดยพบปืนกล ปืนพก และระเบิดจำนวนมากได้จากยานพาหนะของผู้ต้องสงสัย
หลังเหตุก่อการร้ายโจมตีใจกลางกรุงปารีส ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทันที โดยมีการคุมเข้มบริเวณชายแดน และการเดินทางโดยยานพาหนะในบางพื้นที่ รวมทั้งได้ระดมกองกำลังทหารเพิ่มกว่า 1,500 นาย เข้าป้องกันตามพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะอาคารรัฐบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานที่ท่องเที่ยว
ในขณะเดียวกันยังได้สั่งหยุดทำการรถไฟฟ้าใต้ดิน การเรียนการสอน และประกาศมาตรการเคอร์ฟิวให้ประชาชนอยู่ในบ้านเรือน ส่วนสนามบินและรถไฟยังคงเปิดให้บริการแต่มีมาตรการคุมเข้ม
หลังเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายขึ้น 6 จุดเกิดเหตุในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ประธานาธิบดีออลลองด์ได้เรียกบรรดารัฐมนตรีและผู้นำกองทัพเข้าประชุมฉุกเฉินด้านความมั่นคง ในขณะที่ตำรวจฝรั่งเศสยังคงออกตามล่าผู้เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุดังกล่าวต่อเนื่อง และยังห้ามไม่ให้ประชาชนรวมตัวเพื่อเดินขบวนโดยสงบในกรุงปารีสและบริเวณโดยรอบภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยต่อประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างดิสนีย์แลนด์ ปิดให้บริการในวันที่ 14 พ.ย. ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก รวมถึงหอไอเฟล จุดท่องเที่ยวสำคัญของกรุงปารีสยังปิดทำการอีกด้วย
ทั้งนี้ นอกจากฝรั่งเศสเองแล้ว ทั่วโลกยังประกาศยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามมาทันที โดยสหรัฐได้ส่งตำรวจติดอาวุธป้องกันและตรวจเข้มบริเวณสถานทูตฝรั่งเศส และสถานที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนครนิวยอร์ก
บิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์ก กล่าวว่า นิวยอร์กต้องเพิ่มการตรวจลาดตระเวนและเตรียมตัวรับมือกับการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าตำรวจจะยังไม่พบเหตุการณ์น่าสงสัย รวมทั้งในรัฐแมสซาชูเซตส์ ได้มีการคุมเข้มความปลอดภัยตามพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณสนามบิน
ผู้นำประเทศยุโรปอื่นๆ ต่างยกระดับมาตรการป้องกันคุมเข้มเช่นกัน โดยเฉพาะเยอรมนีและสาธารณรัฐเช็กได้ส่งกองกำลังไปประจำการตามสนามบินและจุดต่างๆ ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนี เสนอให้ความช่วยเหลือแก่ฝรั่งเศสในการส่งกองกำลังพิเศษต่อก่อการร้ายจีเอสจีไนนน์
ด้านฝั่งเอเชีย หลายประเทศเริ่มยกระดับความมั่นคง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่จะจัดการประชุมกลุ่มประเทศความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยฟิลิปปินส์ได้ประกาศให้กองทัพและตำรวจทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยในระหว่างการประชุมอีกด้วย โดยมีการวางกองกำลังในบริเวณที่ประชุม และโรงแรมที่พักอาศัยของบรรดาผู้นำ หลังจากก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์ได้ยกเลิกเที่ยวมากกว่า 1,000 เที่ยวบิน ระดมพลเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1.8 หมื่นนาย และประกาศให้วันที่ประชุมเอเปกเป็นวันหยุดไปแล้ว
ขณะที่อังกฤษ เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศอพยพผู้คนออกจาก นอร์ท เทอร์มินอล ที่สนามบินแกตวิค ทางตอนใต้ของสหราชอาณาจักร และเป็นสนามบินที่มีผู้คนหนาแน่นที่สุดเป็นอันดับสองในอังกฤษ หลังจากที่เจ้าหน้าที่พบวัตถุหรือบุคคลต้องสงสัย และจับกุมบุคคลต้องสงสัยได้ 1 คน แต่ยังไม่มีการยกระดับการระวังภัยแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ตำรวจประกาศการรักษาความปลอดภัยเพิ่มขึ้นบริเวณท่าเรือและสนามบิน โดยนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อประเมินแผนรักษาความปลอดภัยอีกครั้ง







