
ซูจีชนะเลือกตั้งเป็นทางการ
ครอง70%ตั้งสภา-ประธานาธิบดี ต่างชาติจับตาเศรษฐกิจยุคใหม่
ครอง70%ตั้งสภา-ประธานาธิบดี ต่างชาติจับตาเศรษฐกิจยุคใหม่
ซูจีครองเสียงส่วนใหญ่ ได้จัดตั้งสภา-ประธานาธิบดี ต่างชาติหวังเมียนมาเปิดกว้างต่อ
พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) นำโดย อองซานซูจี เลขาธิการพรรค ชนะการเลือกตั้งแล้ว 348 ที่นั่ง จากการประกาศทั้งหมด 431 ที่นั่ง จาก 491 ที่นั่ง ที่เปิดให้มีการเลือกตั้ง หรือคิดเป็นมากกว่า 70% โดยสามารถครองเสียงส่วนใหญ่และสามารถจัดตั้งรัฐสภา รวมถึงประธานาธิบดีด้วยพรรคเดียวได้สำเร็จ
ในจำนวน 348 ที่นั่ง ของพรรคเอ็นแอลดี แบ่งออกเป็นสภาประชาชน (สภาผู้แทนราษฎร) 238 ที่นั่ง จากทั้งหมดที่เปิดเลือกตั้ง 320 ที่นั่ง และสภาชนชาติ (วุฒิสภา) 110 ที่นั่ง จากทั้งหมดที่เปิดเลือกตั้ง 168 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ได้ที่นั่งรวมกัน 2 สภา เพียง 40 ที่นั่ง และ 2 พรรคเล็กกลุ่มชาติพันธ์ุรัฐฉานและยะไข่ได้ที่นั่งรวมกัน 21 ที่นั่ง
ด้าน ฉ่วยมาน อดีตประธานพรรคยูเอสดีพี ที่มีความใกล้ชิดกับอองซานซูจี กล่าวภายหลังผลการเลือกตั้งดังกล่าวว่า การชนะครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของประชาชน และจะขอทำงานต่อไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
"ผมเองก็เป็นผู้ชนะด้วยเหมือนกัน เมื่อชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะของประชาชน แม้ตัวผมจะเสียที่นั่งในการเลือกตั้งก็ตาม" ฉ่วยมาน กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปัจจุบันยังไม่อนุญาตให้อองซานซูจีขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซึ่งจะมีการเลือกโดยรัฐสภาในเดือน มี.ค. 2016 แต่อองซานซูจีได้ประกาศก่อนหน้านี้จะคอยอยู่เบื้องหลังประธานาธิบดีในการขับเคลื่อนประเทศภายหลังการเลือกตั้ง โดยอองซานซูจีกำลังอยู่ระหว่างรอพบประธานาธิบดี เต็งเส่ง และผู้ทรงอำนาจทางทหารของประเทศ
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติต่างจับตามองทิศทางเมียนมาหลังการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเมือง
จูดี บีม ผู้อำนวยการบริหารของหอการค้าอเมริกันในเมียนมา เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่ยังคงเดินหน้าเปิดกว้างประเทศและปฏิรูป เพื่อเอื้อให้ง่ายต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ
ถึงกระนั้น หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า นักธุรกิจบางส่วนยังคงกังวลต่อความสามารถในการรับมือกับภาคเศรษฐกิจของอองซานซูจี โดยต้องการให้นโยบายเดิมของรัฐบาลเดิมดำเนินต่อไป มากกว่าที่จะเป็นนโยบายใหม่ หรืออย่างน้อยควรที่จะคงนโยบายเดิมบางส่วนเอาไว้
วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุอีกว่า เศรษฐกิจเมียนมาประสบปัญหาใหญ่ คือ ธุรกิจใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ เช่น สายการบินและน้ำมัน ยังคงโดนบัญชีดำจากสหรัฐ ซึ่งทำให้ธุรกิจสหรัฐไม่สามารถลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฟฟ้ายังคงย่ำแย่ โดยมีประชากรเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ ในขณะที่ถนนหนทางไปยังตลาดอื่นๆ อย่างไทยและจีนยังคงย่ำแย่เช่นกัน







