
จับตาจีน
การส่งออกของจีนเดือน ต.ค. ปรับตัวลงแรง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3%
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การส่งออกของจีนเดือน ต.ค. ปรับตัวลงแรง 6.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3% ด้านการนำเข้าก็ลดลงเช่นเดียวกันมากถึง 18.8% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงซื้อในประเทศจีนปรับตัวลดลงอย่างมาก
สอดคล้องกับการเปิดเผยล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งแสดงถึงอัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้น 1.3% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากเดือน ก.ย.ที่อยู่ที่ 1.6% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 1.5%
ขณะเดียวกัน สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนยังเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ปรับตัวลง 5.9% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 44 แล้ว และเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเผชิญกับภาวะเงินฝืด
หลิวลี่กัง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายจีน ธนาคารออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ (เอเอ็นซี) สาขาฮ่องกง กล่าวว่า ความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะเงินฝืดประกอบกับการค้าที่ชะลอตัว เบิกทางให้จีนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มด้วยการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เช่น ก่อนหน้านี้ที่ลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้วถึง 6 ครั้ง นับแต่เดือน พ.ย. 2014
สอดคล้องกับผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) จะปรับลดอัตราทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงอีกครั้งภายในปีนี้ หลังจากลดไป 0.50% เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยเงินเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น
ด้าน หลุยส์ คูจส์ หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจเอเชียของออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจสาขาฮ่องกง กล่าวว่า จากการค้าของจีนที่ชะลอตัวลงอาจส่งผลให้จีนหันไปกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้นแทนที่จะเป็นการอ่อนค่าเงินเพื่อช่วยการส่งออก โดยอาจหันไปใช้มาตรการทางการคลัง เช่น การปรับลดภาษี เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน กล่าวว่า แม้จีนจะยังคงนโยบายทางการเงินต่อไป แต่จะปฏิรูปนโยบายทางการคลัง ภาษี และการเงิน ซึ่งหมายรวมถึงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจด้วยเช่นเดียวกัน
ด้านพีบีโอซีออกมาเคลื่อนไหวในวันเดียวกันเพื่อผลักดันค่าเงินหยวนให้เป็นหนึ่งในตะกร้าค่าเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ด้วยการเปิดให้ค่าเงินหยวนสามารถแลกเปลี่ยนกับค่าเงินฟรังก์ของสวิตเซอร์แลนด์ได้โดยตรง โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนเป็นค่าเงินอื่นก่อน ซึ่งถือเป็นเงินสกุลที่ 7 ถัดจากค่าเงินเหรียญสหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยนของญี่ปุ่น และยูโร
ทั้งนี้ จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ เองก็เผชิญหน้ากับความเสี่ยงดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่ถึงเป้าหมายที่ 2% และเลื่อนกำหนดเป้าหมายดังกล่าวออกไปเป็นครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2016 จากเดิมในครึ่งปีแรก โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ให้เหตุผลว่า ราคาน้ำมันลดลงทำให้ราคาสินค้าในประเทศไม่เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยหากเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ออกมาติดลบเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน จากผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ปรับตัวลงอีกด้วย
ด้าน นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น กล่าวว่า จะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก 0.8% ในปี 2016 หลังจากที่ลดแล้ว 2.5% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่ม
“พวกเราต้องการให้เอกชนนำเงินที่เหลือจากการลดภาษีไปลงทุนเพิ่ม” อาเบะ กล่าว
กระทรวงการคลังญี่ปุ่น ระบุว่า บัญชีเดินสะพัดเกินดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 จากราคาน้ำมันตกต่ำและค่าเงินเยนอ่อนค่า ส่งผลให้ภาคเอกชนมีรายได้จากการส่งออกมากขึ้นและมีแนวโน้มจะลงทุนเพิ่ม รวมถึงขึ้นเงินเดือนพนักงาน ทำให้ประชาชนออกมาใช้สอยและกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ







