
ซูจีโวยนับคะแนนช้าส่อทุจริต
ฝ่ายค้านมั่นใจชนะ โวยนับคะแนนช้าส่อแววทุจริต ฝ่ายค้านกัมพูชาเดินหน้าเลือกตั้ง
ฝ่ายค้านมั่นใจชนะ โวยนับคะแนนช้าส่อแววทุจริต ฝ่ายค้านกัมพูชาเดินหน้าเลือกตั้ง
อองซานซูจี เลขาธิการพรรคเอ็นแอลดี เน้นย้ำความมั่นใจว่าจะได้รับคะแนนเสียงทั้งในสภาแห่งชาติและสภาประชาชนมากพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลเอง พร้อมโวยถึงความล่าช้าในการนับคะแนนและประกาศผลว่าส่อแววทุจริต
"ตอนนี้เมียนมาแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก ประชาชนก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เดี๋ยวนี้ชาวเมียนมาสนใจเหตุการณ์รอบตัวมากขึ้น"
นอกจากนี้ พรรคเอ็นแอลดียังได้ตำหนิกระบวนการนับคะแนนที่เป็นไปอย่างล่าช้ายาวนานกว่า 2 วันของรัฐบาล ว่า อาจมีการ "เล่นตุกติก" อะไรบางอย่าง การประกาศผลการนับคะแนนไม่ควรออกมา ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่อให้เห็นถึงการทุจริตเพื่อบิดเบือนผลการเลือกตั้ง โดยขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงจากรัฐบาลถึงความล่าช้าดังกล่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของเมียนมา เปิดเผยตัวเลขการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีการประกาศที่นั่งในสภาประชาชนแล้วจำนวน 88 ที่นั่งจาก 323 ที่นั่ง พบว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็น แอลดี) ได้ที่นั่งไปแล้ว 78 ที่นั่ง พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอส ดีพี) ครอง 5 ที่นั่ง และอีก 5 ที่นั่งเป็นของพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์
หน่วยเลือกตั้งในเขตย่างกุ้งที่มีจำนวนที่นั่งในสภาประชาชนทั้งหมด 45 ที่นั่ง พบว่า พรรคเอ็นแอลดีกวาดไป 44 ที่นั่ง พรรคยูเอสดีพีได้เพียง 1 ที่นั่ง ส่วนสภาแห่งชาติ พรรคของ อองซานซูจีครองและกวาดที่นั่งได้ทั้งหมดจำนวน 12 ที่นั่ง
ในขณะที่เขตอิรวดี พรรค เอ็นแอลดีได้ที่นั่งทั้งหมดทั้งในสภาประชาชนจำนวน 26 ที่นั่ง และสภาแห่งชาติ 12 ที่นั่ง เขตพะโคที่มีทั้งหมด 28 ที่นั่ง พรรคเอ็นแอลดีได้ไป 27 ที่นั่ง พรรครัฐบาลได้เพียง 1 ที่นั่งในสภาประชาชน ส่วนในสภาแห่งชาติพรรคเอ็นแอลดีได้ทั้งหมด 12 ที่นั่ง รวมถึงเขตมอญที่มีทั้งหมด 19 ที่นั่ง พรรคฝ่ายค้านได้ 11 ที่นั่ง พรรครัฐบาลได้เพียง 1 ที่นั่งในสภาประชาชน ส่วนสภาแห่งชาติพรรคเอ็นแอลดีครองหมด 10 ที่นั่ง
อย่างไรก็ดี การเลือกตั้งใน เมียนมาถือเป็นการจุดประกายให้กับพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งเพื่อการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจอย่างสันติในปี 2018
สมรังสี หัวหน้าพรรคซีเอ็น อาร์พี เรียกร้องให้ประชาคมโลกจับตาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดและกดดันให้นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของกัมพูชา สละตำแหน่งที่ครองมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าจัดการเลือกตั้งอย่างสันติต่อไป เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตย
"รัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งตามกำหนดเวลาอย่างที่ให้คำมั่น ไว้กับประชาคมโลก อีกทั้งเรา ต้องการให้รัฐบาลรับประกันความปลอดภัยและความมั่นคงของสมาชิกพรรค เราไม่ไว้ใจระบบยุติธรรมของรัฐบาล"







