ผู้พลิกฟื้น 'ซาลิม กรุ๊ป'
การกอบกู้ธุรกิจในภาวะวิกฤตหนักให้พลิกฟื้นกลับมายืนอย่างแข็งแกร่ง ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำได้
โดย...สมหทัย โมสิกะ
การกอบกู้ธุรกิจในภาวะวิกฤตหนักให้พลิกฟื้นกลับมายืนอย่างแข็งแกร่ง ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และพร้อมทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับภารกิจสำคัญนั้นอย่างเต็มที่ เหมือนดั่ง แอนโทนี ซาลิม ประธานกรรมการและซีอีโอของ “ซาลิม กรุ๊ป” ยักษ์ธุรกิจของอินโดนีเซีย
ซาลิม กรุ๊ป ถือกำเนิดจากฝีมือของ ซุโดโน ซาลิม ผู้เป็นพ่อของแอนโทนี ที่เริ่มจากการทำธุรกิจจัดหาอาหารและเสื้อผ้าให้กองทัพอินโดนีเซีย และด้วยสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับประธานาธิบดีซูฮาร์โต ในขณะนั้น อาณาจักรซาลิมจึงขยายอย่างรวดเร็ว โดยยุครุ่งเรืองประมาณปี 2538 เคยมีบริษัทในเครือมากกว่า 600 บริษัท สร้างรายได้ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี
แต่ธุรกิจยักษ์ใหญ่แทบจะล้มครืนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียผนวกกับการหมดอำนาจของซูฮาร์โต เมื่อปี 2541 โดยรัฐบาลได้ยึดธุรกิจของเครือซาลิมเกือบทั้งหมด ซึ่งแอนโทนีสามารถรักษาธุรกิจ “อินโดฟู้ด” ของเครือไว้ได้ และนับตั้งแต่นั้นเขาได้พยายามลดการพึ่งพาเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และนักการเมืองท้องถิ่น พร้อมมีเป้าหมายว่าจะต้องขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างตลาดที่ดีกว่าและมีความสมดุลมากกว่า
หลังจากแอนโทนีมารับบทประธานบริษัท อินโดฟู้ด ในปี 2547 เขาจึงนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของอินโดฟู้ดไปเจาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกา และได้เปิดโรงงานในหลายประเทศ เช่น ซีเรีย อียิปต์ เคนยา
ปัจจุบัน ซาลิม กรุ๊ป มีธุรกิจในเครือเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัททั่วไปมากกว่า 30 บริษัท ทำธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งอาหาร สื่อสาร ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และธนาคาร โดยธุรกิจที่ยังเป็นเรือธงสำคัญก็คือ “อินโดฟู้ด” บริษัทผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอันดับ 1 ของโลก
ถึงตอนนี้การปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจของซาลิม กรุ๊ป ยังดำเนินต่อไป โดยแอนโทนีกำลังมองว่า เสาหลักของการเติบโตของธุรกิจในอนาคตคือ “อี-คอมเมิร์ซ” และช่วงที่ผ่านมาได้ให้ “เฟิร์ส แปซิฟิก” บริษัทในเครือด้านสื่อสารและเทรดดิ้งเข้าไปซื้อหุ้นของ ฟิลิปปินส์ ลอง ดิสแทนซ์ เทเลโฟน ยักษ์วงการสื่อสารของฟิลิปปินส์ อีกทั้งยังตั้งบริษัทร่วมทุนในอินโดนีเซียทำธุรกิจด้านโฆษณาออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์ด้วย
ผู้บริหารที่ทำงานกับแอนโทนี บอกกับนิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ว่า แอนโทนีเป็นคนที่พร้อมจะทดลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และเป็นคนที่สนใจกับรายละเอียด ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะตัวเหล่านี้ทำให้เขาสามารถยกเครื่องธุรกิจจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
แอนโทนี ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของอินโดนีเซีย ในปี 2557 ครอบครองทรัพย์สินมูลค่ารวม 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ


