posttoday

เอเชียรับแรงกระแทก! วิกฤตน้ำมันบีบสายการบินหั่นไฟลต์ แบกต้นทุน

07 เมษายน 2569

สายการบินทั่วโลกเร่งปรับตัวรับวิกฤตน้ำมันขาดแคลนงัดกลยุทธ์ตุนเชื้อเพลิงข้ามประเทศจนถึงขั้น "ลดเที่ยวบิน" หวั่นต้นทุนพุ่งทำผู้โดยสารแบกรับภาระตั๋วแพงขึ้น

KEY

POINTS

  • อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้น้ำมันเครื่องบินที่ขนส่งทางเรือทั่วโลกหายไปกว่า 21% กระทบภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกาอย่างหนัก
  • สายการบินต่างๆ ต้องบรรทุกน้ำมันสำรองจากประเทศต้นทาง เพิ่มจุดแวะพัก และเริ่มยกเลิกหรือลดจำนวนเที่ยวบินเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง
  • ต้นทุนที่สูงขึ้นบีบให้สายการบินต้องขึ้นราคาตั๋วและเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจส่งผลให้ความต้องการเดินทางชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง

 

อุตสาหกรรมการบินกำลังเผชิญกับวิกฤตเชื้อเพลิงอย่างหนัก สายการบินทั่วภูมิภาคเอเชียต้องเร่งปรับกลยุทธ์รับมือ ทั้งการลดเที่ยวบิน เพิ่มจุดแวะพัก และตุนน้ำมันสำรองจากสนามบินต้นทางให้ได้มากที่สุด หลังสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ให้ตึงตัว ซ้ำเติมอุตสาหกรรมที่ต้องแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงมหาศาลอยู่ก่อนแล้วให้ย่ำแย่ลงไปอีก

 

ผลกระทบจาก สงครามตะวันออกกลาง ทุบซัพพลายน้ำมันหาย 21%

 

สายการบินในฝั่งยุโรปเองก็กำลังเตรียมรับแรงกระแทกเช่นกัน ข้อมูลจากสถาบันวิเคราะห์ Kpler ชี้ให้เห็นว่า การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตัดขาดเส้นทางขนส่งน้ำมันเครื่องบินทั่วโลกไปแล้วเกือบ 21% วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากอดีตที่มักกระทบเพียงแค่เรื่องราคา แต่ครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำมันในตลาด ทำให้รัฐบาล สนามบิน และสายการบินต่างๆ ต้องเริ่มพิจารณามาตรการปันส่วนเชื้อเพลิง

ชูคอร์ ยูซอฟ ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ด้านการบิน Endau Analytics ระบุว่า สายการบินต่างๆ มีความกังวลอย่างมาก เนื่องจากไม่มีความชัดเจนว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และห่วงโซ่อุปทานจากอ่าวอาหรับจะฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้ตอนไหน

โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า ภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา มีความเสี่ยงที่จะรับผลกระทบหนักที่สุด ในขณะที่สหรัฐอเมริกายังรอดตัวเพราะมีสต็อกน้ำมันในประเทศเพียงพอ

เอเชียรับแรงกระแทก! วิกฤตน้ำมันบีบสายการบินหั่นไฟลต์ แบกต้นทุน

เอเชียอ่วมสุด เสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงหนัก

สำหรับภูมิภาคเอเชีย กลุ่มประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างเวียดนาม เมียนมา และปากีสถาน สถานการณ์น่าเป็นห่วงที่สุด หลังจากที่จีนและไทยระงับการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน ขณะที่เกาหลีใต้ก็จำกัดโควตาการส่งออกเช่นกัน

โบ ลิงกัม ซีอีโอของสายการบินต้นทุนต่ำ AirAsia X เปิดเผยว่า ปัจจุบันสายการบินต้องใช้วิธีเติมน้ำมันสำรองจากมาเลเซีย ก่อนบินไปยังจุดหมายปลายทางในเวียดนาม โดยระบุว่า "ไม่ใช่ว่าเขาไม่เติมให้เรา แต่เขาจำกัดปริมาณการเติม"

ในภาวะปกติเมื่อน้ำมันขาดแคลนชั่วคราว สนามบินมักจะใช้วิธีปันส่วนน้ำมันแทนการระงับให้บริการ ส่วนสายการบินจะแก้ปัญหาด้วยการบรรทุกน้ำมันสำรองจากประเทศต้นทาง (Tankering) การเพิ่มจุดแวะพักสำหรับเที่ยวบินระยะไกล หรือการลดน้ำหนักบรรทุกสินค้าลง แต่หากวิกฤตยืดเยื้อ ทางออกสุดท้ายคือการลดเที่ยวบิน

ซีอีโอของ Ryanair เตือนว่าสงครามอาจไม่จบลงง่ายๆ พร้อมระบุว่าหากอุปทานน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะหายไป 10-20% ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ทางบริษัทและสายการบินอื่นๆ คงต้องเริ่มยกเลิกเที่ยวบิน หรือลดปริมาณการให้บริการลง

เอเชียได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เร็วกว่ายุโรป เนื่องจากมีสต็อกน้ำมันน้อยกว่าและพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูง หน่วยงานการบินของเวียดนามรายงานว่า Vietnam Airlines ต้องลดเที่ยวบินในประเทศลง 23 เที่ยวต่อสัปดาห์เพื่อประหยัดน้ำมัน 

ด้านกระทรวงคมนาคมเมียนมาเผยข้อมูลที่สอดคล้องกับสถาบัน Cirium ว่า สายการบินในประเทศหลายแห่งต้องระงับและลดเที่ยวบินมาตั้งแต่เดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเมษายน

เอเชียรับแรงกระแทก! วิกฤตน้ำมันบีบสายการบินหั่นไฟลต์ แบกต้นทุน

 

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยเพิ่มเติมว่า Air India ต้องแวะเติมน้ำมันที่เมืองโกลกาตาในเที่ยวบินขากลับจากย่างกุ้งสู่เดลี เพราะน้ำมันที่สนามบินย่างกุ้งไม่เพียงพอ

ขณะที่สนามบินนานาชาติตาฮิติในแปซิฟิกใต้ ก็ออกประกาศจำกัดการเติมน้ำมันสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ให้เติมได้เฉพาะปริมาณที่จำเป็นเท่านั้น 

ส่วนทางปากีสถาน ทางการได้แนะนำให้นักบินโหลดน้ำมันจากต่างประเทศเข้ามาให้มากที่สุด แม้วิธีนี้จะทำให้ต้นทุนพุ่งกระฉูด เพราะเครื่องบินที่มีน้ำหนักมากจะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้นก็ตาม

เบรนแดน โซบี นักวิเคราะห์อิสระด้านการบินในสิงคโปร์ ชี้ว่า บางประเทศอาจจำกัดปริมาณน้ำมันสำหรับสายการบินต่างชาติ ทำให้ต้องใช้วิธีแบกน้ำมันข้ามประเทศ ซึ่งนี่อาจเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้าเพราะรัฐบาลกังวลว่าน้ำมันจะหมดคลัง

 

เอเชียรับแรงกระแทก! วิกฤตน้ำมันบีบสายการบินหั่นไฟลต์ แบกต้นทุน

 

จับตา วิกฤตน้ำมันเครื่องบิน ลากยาว

 

ราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่สงครามปะทุ บีบให้สายการบินต้องหั่นเที่ยวบิน ปรับราคาตั๋วให้สูงขึ้นจนเกิดภาวะ ตั๋วเครื่องบินแพง และต้องเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) เพิ่มเติม

Batik Air Malaysia เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยบริษัทประกาศลดความจุเที่ยวบินในประเทศลงถึง 36% ซึ่งซีอีโอของบริษัทย้ำว่าเป็นมาตรการเชิงรุกที่จำเป็นในภาวะวิกฤต หากฝืนบินต่อโดยไม่ปรับตัว บริษัทจะเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านการเงินและการปฏิบัติการ 

ขณะเดียวกัน สายการบินยักษ์ใหญ่ในอ่าวอาหรับอย่าง Emirates และ Qatar Airways ต้องลดการให้บริการลงอย่างมาก รวมถึงสายการบินทั่วโลกที่ต้องลดเที่ยวบินลงเช่นกัน เพราะราคาตั๋วที่แพงขึ้นทำให้ผู้โดยสารชะลอการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า แม้จะมีการลดเที่ยวบิน แต่ความต้องการเดินทางก็ยังไม่ได้ลดลงเร็วพอที่จะชดเชยกับซัพพลายน้ำมันที่หายไป จากการประเมินของสำนักข่าวรอยเตอร์พบว่า ซัพพลายน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งต้องใช้น้ำมันดิบที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หายไปแล้วอย่างน้อย 400,000 บาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่วิกฤตเริ่มต้นขึ้น

อเล็กซ์ แยป นักวิเคราะห์อาวุโสด้านผลิตภัณฑ์น้ำมันจาก Energy Aspects ชี้ว่า การหาซัพพลายมาทดแทนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะเอเชียจะยิ่งเผชิญภาวะตึงตัวหนักขึ้นเมื่อโรงกลั่นเริ่มลดกำลังการผลิต

ทั้งนี้ มีการประเมินว่า การยกเลิกเที่ยวบินในเดือนเมษายนช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันในเอเชียลงได้เพียง 50,000 ถึง 100,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสายการบินอาจต้องจำใจ ลดเที่ยวบิน เพิ่มอีกในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

ทำไม 'ประหยัด' ถึงกลายเป็น 'ทักษะ' ที่หายากที่สุดในยุคนี้?