
มูดี้ส์เตือน 2016 หั่นเครดิตเพียบ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
มูดี้ส์เตือน 2 ปัจจัยเสี่ยง 2016 “เศรษฐกิจจีน-เฟดขึ้นดอกเบี้ย” ฉุดเครดิตหลายประเทศร่วง
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกรายงานเตือนว่า ในปี 2016 นี้ อาจมีหลายประเทศทั่วโลกที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตลง เนื่องจากผลกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวลง และความเสี่ยงจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ แม้ว่าในภาพรวมแล้วภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2016 อาจมีการฟื้นตัวขึ้นบ้างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสที่หลายประเทศอาจถูกลดอันดับเครดิตลง เนื่องจากความเสี่ยง 2 ปัจจัยหลักดังกล่าว โดยเฉพาะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่คาดว่าจะมีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 9 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างหนัก เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุนพากันกู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำในสหรัฐเพื่อไปลงทุนเก็งกำไรในประเทศที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า และทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเสี่ยงไปด้วย
สำหรับประเทศที่ถูกจับตาว่ามีความเสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมากที่สุด ได้แก่ ตุรกี ตูนิเซีย เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา เนื่องจากมีทุนต่างชาติไหลเข้าไปลงทุนมากในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามความเสี่ยงต่อประเทศเกิดใหม่ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นวิกฤตระลอกใหม่ขึ้นมา
ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ยังเตือนว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในจีนอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยฉุดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ทว่าส่วนใหญ่จะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็กและไม่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจมากนัก เช่น มองโกเลีย บาห์เรน โอมาน และกานา
ก่อนหน้านี้ บลูมเบิร์ก รายงานว่า ภาวะขาดทุนอย่างหนักของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารรายใหญ่สัญชาติอังกฤษ จนต้องเพิ่มทุนถึง 5,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.78 แสนล้านบาท) และปลดพนักงาน 1.5 หมื่นตำแหน่ง ภายในปี 2018 นั้น สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย เนื่องจากรายได้หลักของธนาคารมาจากการปล่อยกู้แก่กลุ่มประเทศดังกล่าว
มาร์ค โฮลแมน ประธาน
บริหาร (ซีอีโอ) ของทเวนตี้โฟร์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ในอังกฤษ ระบุว่า สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมีบทบาทสำคัญอย่างมากในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อ
“สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า สถานการณ์ที่เอเชียประสบอยู่ในตอนนี้แย่ยิ่งกว่าในภูมิภาคยุโรปเสียอีก อีกทั้งยอดขอสินเชื่อก็ลดลง และการด้อยค่าของสินทรัพย์ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น” โฮลแมน ระบุ
นอกจากนี้ แม้การผิดนัดชำระหนี้ของเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียปัจจุบันนี้ จะยังมีจำนวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แนวโน้มหนี้เน่าเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นในอินเดียจนถึงอินโดนีเซีย ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้ หรือยิ่งมีเงื่อนไขในการปล่อยกู้ที่เข้มงวดมากเท่าไร ก็ยิ่งก่อให้เกิดรอยร้าวในตลาดสินเชื่อมากเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ออกโรงเตือนว่า ราว 11% ของการขอสินเชื่อในอินเดีย อาจเข้าสู่สภาวะที่สินทรัพย์ความเสี่ยงสูงจะกลายเป็นหนี้เสียในปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 2016
อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำยิ่งชักชวนให้บริษัทในเอเชียขอสินเชื่อมากขึ้น ทว่าท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าในขณะนี้ ส่งผลให้บริษัทดังกล่าวประสบปัญหาในการชำระหนี้มากขึ้น
เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาซิโนสตีล บริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่ของจีน ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ภายในกำหนด ส่งผลให้บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทล่าสุดที่มีแนวโน้มว่าจะผิดนัดชำระหนี้
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องตั้งคำถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดจากการบริหารของ ปีเตอร์ แซนด์ ซีอีโอคนเก่าหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ธนาคารได้ผ่อนคลายความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย
แต่กระนั้น หลายประเทศในเอเชียประสบปัญหาค่าเงินที่อ่อนค่าลงและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชนหดตัวลง และกระทบต่อผลประกอบการของ
สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดอย่างมาก
นอกจากนี้ จากข้อมูลของบลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศในเอเชีย ส่งผลต่อการกู้ยืมของภาคเอกชนอย่างมาก และเป็นเหตุให้อัตราการปล่อยกู้ในเอเชียหดตัวลงถึง 25% โดยคิดเป็นมูลค่าราว 2.59 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลให้การปล่อยกู้ในเอเชียเข้าสู่ภาวะถดถอย เสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 1997 ที่กระทบไปทั่วเอเชีย







