posttoday
เอเชียต้องรับมือวิกฤตยุโรปศก.สหรัฐไม่สดใส

เอเชียต้องรับมือวิกฤตยุโรปศก.สหรัฐไม่สดใส

18 กรกฎาคม 2553

สัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในสองฝั่ง คือ เอเชียและสหรัฐเป็นส่วนมาก เนื่องจากทางฝั่งของยุโรยังไม่มีความเคลื่อนไหวมากนัก เพราะกำลังรอผลการทดสอบ Stress Test ซึ่งตามกำหนดการคาดว่าจะออกมาราววันที่ 23 ก.ค.นี้

ทางฝั่งเอเชียยังเป็นที่จับตามองในเชิงเศรษฐกิจมหภาค โดย โดมินิก สเตราส์ คาห์น ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลของประเทศในภูมิภาคเอเชียควรออกมาร่วมมือกันรับกับผลกระทบในเชิงลบที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตหนี้ยุโรป ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เงินทุนจากต่างชาติไหลทะลักเข้าเอเชียจนทำให้ภาวะเศรษฐกิจร้อนแรง

แต่ที่น่าโล่งใจก็คือ สเตราส์ คาห์น ยังคงเชื่อมั่นว่าจะไม่มีสัญญาณอันตรายที่ทำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจถดถอยระลอก 2

นอกจากนี้ การคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจของสิงคโปร์ที่เปิดเผยออกมาในสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและโดดเด่นเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยนักเศรษฐศาสตร์จากภาคธุรกิจคาดการณ์ว่า สิงคโปร์ซึ่งเป็นประเทศส่งออกจะสามารถขยายตัวทางอย่างรวดเร็วอยู่ที่ราว 1315% ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์ จะทำให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศที่มีการขยายตัวมากที่สุดในโลกอีกด้วย

ด้านทางฝั่งจีน ก็ออกมาระบุตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ซึ่งลดลงจากไตรมาสแรกมาอยู่ที่ 10.3% เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐลดลงแล้ว

ตัวเลขดังกล่าวแม้ว่าจะลดลงจากเดิมกลับเป็นสัญญาณที่ดี เพราะช่วยระงับความหวั่นวิตกที่ว่าเศรษฐกิจของจีนจะร้อนแรงจนเกินไป และคาดว่าแนวทางในความพยายามที่จะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนในการลดการพึ่งพาการส่งออก และมุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศจะไปตามที่ตั้งใจไว้

ทางด้านฝั่งสหรัฐ ในสัปดาห์นี้เป็นการเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการทางเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฏว่าหลายบริษัทโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ทำให้ตลาดและนักลงทุนเริ่มหวั่นวิกฤตถึงทิศทางและภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอีกด้วย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐก็ตกลงราว 2.5% รวมทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐก็ลดลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือน เมื่อเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาปรับตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงมาอยู่ที่ราว 3.5% และคาดว่าเฟดจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตัวใหม่ออกมาอีก

ดังนั้น ยิ่งเป็นสัญญาณที่ทำให้น่าหวั่นวิตกว่า เศรษฐกิจของสหรัฐจะถอยหลังเข้าคลอง กลับสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งใน

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไปจนถึงปีหน้า

ต่อลมหายใจให้บีพี

ส่วนข่าวดีในรอบสัปดาห์นี้ ต้องยกให้เป็นเรื่องของความสำเร็จในการอุดรอยรั่วของแท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (บีพี) ที่สร้างความเดือดร้อนและกระจายความเสียหายไปทั่วอ่าวเม็กซิโก และทำลายระบบนิเวศชายฝั่งทางตอนใต้ของสหรัฐจนย่อยยับ มาตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา

วิกฤตน้ำมันรั่วทำให้บีพีต้องแบกรับค่าเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาในสหรัฐ โดยมีมูลค่าถึงกว่า 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.08 แสนล้านบาท) และยังต้องจ่ายค่าเสียหายต่อผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 10 เท่า จากตัวเลขความเสียหายล่าสุด จนทำให้บริษัทน้ำมันเชื้อสายอังกฤษรายนี้ต้องสั่นไหว ขายสินทรัพย์ไปบางส่วน และหวั่นว่าจะถึงต้องยื่นล้มละลาย จนต้องหาทางออกด้วยการหาผู้ที่ช่วยแบกรับภาระดังกล่าว หรืออาจจะถึงขั้นต้องขายหุ้นให้กับบริษัทคู่แข่งอีกด้วย

ทว่า การอุดรอยรั่วสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือนนี้ จึงไม่ต่างจากการยืดอายุของบริษัท แม้หลายฝ่ายมองว่าหลังจากผ่านพ้นวิกฤตและความวุ่นวายในช่วงนี้ไปได้ บริษัทอาจจะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร และมุ่งสร้างชื่อเสียงกลับคืน

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามในรอบสัปดาห์นี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน อาจจะขอพูดคุยกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐอีกครั้ง ในเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นคง และความเข้มแข็งให้กับบริษัท บีพี

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69