
Shikoku 12
ล่องแม่น้ำชิมันโตะเสร็จ ทางเจ้าภาพพาเดินข้ามสะพาน Chinkabashi สะพานที่มีแต่ตอม่อและพื้นกันต่อ
ล่องแม่น้ำชิมันโตะเสร็จ ทางเจ้าภาพพาเดินข้ามสะพาน Chinkabashi สะพานที่มีแต่ตอม่อและพื้นกันต่อ เวลาเดินกันเองก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามีรถสวนมาแล้วต้องหลบไปยืนริมสะพานด้านหนึ่งนี่เสียวไส้เหมือนกัน และรถที่จะวิ่งข้ามสะพานแบบนี้ต้องมีขนาดเล็ก เพราะสะพานไม่ได้ใหญ่โตอะไร รถเล็ก 2 คัน วิ่งสวนกันไม่ได้ เดินเล่นเสร็จก็เข้าที่พักในเมืองชิมันโตะ เมืองเล็กๆ ที่น่ารักและน่าอยู่ประมาณ Bed Town
วันรุ่งขึ้นเราออกเดินทางต่อไปยังเมือง Kuroshio เมืองเล็กริมทะเล แต่อันที่จริงอยู่ริมมหาสมุทรแปซิฟิกครับ ในรายการเขียนไว้ว่า ไปชมการผลิตเกลือ ผมนึกภาพนาเกลือของบ้านเราเลย พยายามมองหาเท่าไหร่ไม่ยักมี พอรถจอดเห็นแต่อาคารไม้ 2-3 หลัง เลยถามเจ้าหน้าที่ที่บอกนี่แหละใช่แล้ว ผมแอบผิดหวังเล็กๆ กะว่าจะเจอนาเกลือกว้างใหญ่ริมมหาสมุทร พอเดินเข้าไปด้านในเจอชายหนุ่มร่างกำยำกล่าวทักทายว่า สวัสดีครับ ผมนี่ปลื้มใจเลย ไม่น่าเชื่อว่าแอบมาไกลถึงปลายเกาะชิโกกุยังได้ยินภาษาไทย สอบถามได้ความว่า คุณ Takumaru Yoshida เคยมาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอยู่ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2-3 ปี เลยพูดไทยได้นิโหน่ย คุณโยชิดะพาเรามายืนที่หน้าโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งมีกระปุกน้ำวางไว้ 3 กระปุก ข้างในบรรจุน้ำทะเลไว้แต่ต่างกันตรงที่แต่ละกระปุกมีความเข้มข้นไม่เท่ากัน คุณโยชิดะให้เราลองชิมน้ำในกระปุกต่างๆ แล้วให้ทายว่ากระปุกไหนมีความเค็มเท่าไหร่ โดยมี Hydrometer อุปกรณ์เป็นแท่งแก้วยาวคล้ายปรอทจุ่มลงไปในกระปุกเพื่อวัดปริมาณเกลือที่มีอยู่ในน้ำ กระปุกแรกมีแค่ 3% ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของน้ำทะเลทั่วไป ในขณะที่กระปุกสุดท้ายซึ่งบรรจุน้ำออกสีเหลืองคล้ายฉี่ ผมกลั้นใจลองชิมปรากฏว่ารสเค็มจนขม วัดปริมาณเกลือได้ถึง 18% หรือมากเป็น 6 เท่า ของน้ำทะเลทั่วไป
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการผลิตมากขึ้น คุณโยชิดะก็พาเราเดินดูทุกขั้นตอน เริ่มจากปั๊มน้ำที่สูบน้ำทะเลเข้ามาเก็บไว้ใต้อาคาร จากนั้นก็ปั๊มน้ำทะเลเข้าไปตามท่อที่แขวนอยู่เหนือระดับศีรษะในอาคารหลังแรกที่สร้างด้วยไม้มีแต่โครง หลังคาเปิดโล่งกรุด้วยแผ่นพลาสติกใสเพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องผ่าน ผนังทุกด้านกรุด้วยแผ่นพลาสติกใสเช่นกันเพื่อควบคุมความชื้น แล้วพ่นน้ำผ่านสปริงเกิ้ลลงมาโดยมีตะแกรงม่านไม้ไผ่รองรับอยู่อีกชั้นที่ด้านล่าง ก่อนที่จะสูบน้ำกลับขึ้นไปพ่นลงมาใหม่ทำซ้ำๆ อย่างนี้เป็นร้อยรอบ เป็นการระเหยน้ำผ่านกระบวนการนี้โดยใช้เทคโนโลยีพื้นๆ และมีธรรมชาติเป็นผู้ช่วยอันเข้มแข็ง แต่ก็มีบ้างที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ เมื่อไหร่มาก็ต้องหยุดผลิตรอฝนหยุดถึงกลับมาผลิตต่อ ขั้นตอนนี้จะทำให้น้ำทะเลมีความเข้มข้นมากขึ้นจนถึง 18% เหมือนน้ำในกระปุกสุดท้ายที่เราชิมนั่นเอง
จากนั้นเราก็ไปดูต่อในอาคารที่สอง ซึ่งเป็นแค่โครงไม้กรุแผ่นพลาสติกใสทั้งผนังและบนหลังคาแต่เตี้ยกว่าอาคารหลังแรก มีท่อนำน้ำทะเลจากอาคารแรกส่งผ่านมายังก๊อก แล้วจึงเปิดน้ำใส่ลงไปในกระบะไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร ที่ปูรองด้วยแผ่นพลาสติกใส แล้วปล่อยให้ระเหยไปตามธรรมชาติอีกเช่นกัน แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ต้องมีคนมาเกลี่ยกระบะบ่อยๆ เพราะเกลือเริ่มจะจับตัวเป็นเกล็ด เจ้ากระบะนี้เลยมีชื่อเก๋ๆ ว่า Crystal Box เพราะเกลือที่เริ่มจับตัวเวลาสะท้อนแสงจะมีประกายคล้ายคริสตัลนั่นเอง อาคารหลังนี้มีเกล็ดเกลือเกลื่อนไปหมดทั้งบนพื้นและใต้โต๊ะ เห็นแล้วน่าเสียดายอยากจะโกยกลับบ้านเลย
ขั้นตอนการทำเกลือยังไม่จบเท่านี้ สัปดาห์หน้าจะพาไปดูขั้นตอนสุดท้ายที่น่าสนใจกันต่อครับ







