posttoday
ตลาดเกิดใหม่ รับมือเอกชน‘ล่ม’

ตลาดเกิดใหม่ รับมือเอกชน‘ล่ม’

01 ตุลาคม 2558

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนตลาดเกิดใหม่และตลาดสินทรัพย์ในประะเทศเหล่านี้จะต้องเร่งเตรียมตัวรับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นกับ “ความล้มเหลว” ของภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมไปถึงธนาคารกลางอื่นๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่จะเริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ยตามไปเช่นกัน

ไอเอ็มเอฟ ชี้ว่า ภาคเอกชนในกลุ่มประะเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นี้ ถือหนี้ในรูปของเงินเหรียญสหรัฐไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงทันทีถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารของประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เริ่มขยับขึ้นดอกเบี้ย โดยในสัปดาห์หน้านี้บรรดารัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากทั่วโลกจะได้หารือกันในการประชุมประจำปีของไอเอ็มเอฟ และธนาคาร โลก (เวิลด์แบงก์) ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู

ทั้งนี้ ในรายงานของไอเอ็มเอฟ เรื่อง “เสถียรภาพทางการเงินโลก” ซึ่งจะเสนอขึ้นต่อที่ประชุมในครั้งนี้นั้น มีเนื้อหาถึงคำเตือนของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟถึงความเสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างหนักที่มากขึ้นของบรรดาภาคเอกชน หลังจากที่ผ่านมาในช่วง 10 ปี บรรดาภาคเอกชนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ได้ออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมต่ำจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง โดยจากในช่วงปี 2004 ที่มูลค่าราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่มากกว่า 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014

นอกจากนั้น ในปี 2014 นั้น สัดส่วนของหนี้ภาคเอกชนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) นั้นก็เพิ่มขึ้นถึง 26% ทีเดียว

ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่นั้น ก็ถือว่าสิ้นสุดยุค “เงินถูก” ทันที และจะกลายเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อภาคเอกชนของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เหล่านี้

“หลังจากที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้กลับมาใช้นโยบายทางการเงินแบบปกติ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ควรจะเร่งเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงต่อความล้มเหลว ของภาคเอกชน และอาจจำเป็นต้องมีการปฏิรูปภาคเอกชนด้วย” นักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟเตือน

นอกจากนั้น ไอเอ็มเอฟยังแสดงความวิตกกังวลถึงบรรดาธนาคารพาณิชย์ในกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่ถือหนี้ของภาคเอกชนเอาไว้ด้วย ซึ่งหมายความว่า หากเกิดอะไรขึ้นแล้วปัญหาก็จะลุกลามไปยังสถานะของธนาคารในทันที และอาจจะทำให้ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้หยุดการปล่อยกู้ และก็จะทำให้เกิดภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศเหล่านี้ในที่สุด

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ปริมาณหนี้ที่ซื้อขายกันในตลาดสินทรัพย์ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย โดยในปี 2004 นั้นมีหนี้ของภาคเอกชนที่เทรดกันอยู่ในตลาดที่ราว 9% แต่ทว่าในปี 2014 ตัวเลขได้ พุ่งขึ้นไปมากถึง 17% แล้ว

ขณะเดียวกัน ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ต้นทุนการกู้ยืมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นได้ พุ่งขึ้นสูงเกินกว่าระดับในช่วงที่ตลาดหุ้นและค่าเงินของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ร่วงลงอย่างรุนแรงในปี 2013 แล้ว หลังจากที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จากผลกระทบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำลง

ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของพันธบัตรกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในดัชนีตลาดเกิดใหม่โลกของธนาคารเจพีมอร์แกน พบว่า ผลตอบแทนได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ไปอยู่ที่ราว 6.65% แล้ว ขณะที่ในช่วงปี 2013 ที่เกิดวิกฤตตลาดหุ้นและค่าเงินของตลาดเกิดใหม่นั้นผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 6.5%

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีเสียงโต้แย้งว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้จะเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าในอดีต แต่กระนั้น ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐล่าสุดก็ได้แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับตลาดเกิดใหม่ ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69