posttoday
Omotenashi Shikoku 9

Omotenashi Shikoku 9

27 กันยายน 2558

เช้าวันถัดมา เราออกเดินทางจาก Dogo Onsen ไปยังเมืองเก่า Uchiko ที่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดเอฮิเมะ เป็นเมืองที่บอกได้เลยว่า ใครมาก็ต้องชอบครับ ผมไปเที่ยวเมืองเก่าในญี่ปุ่นมาหลายเมืองแล้ว ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ให้ความรู้สึกถวิลหา (Nostalgia) เวลาเดินอยู่ในที่แห่งนั้น และจัดอยู่ในชั้นแนวหน้าด้วย เพราะหลายเมืองเก่าได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนต่างชาติ ร้านค้าต่างปรับตัวมารองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น มันเลยดูเป็นเมืองท่องเที่ยวมากไปอย่างเช่นเมืองคุระชิกิ ที่โอคะยามะ หรือเมืองยุฟุอิน จังหวัดโออิตะ เป็นต้น แต่ที่เมืองอุจิโกะนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาเดินช้ากว่าโลกภายนอก ทั้งอาคารบ้านเรือนร้านค้าและผู้คนดูเหมือนจะเดินไปทันเมืองใหญ่ ก็เลยคงไว้ซึ่งสภาพความเป็นเมืองเก่าอย่างแท้จริง

เช้าวันถัดมา เราออกเดินทางจาก Dogo Onsen ไปยังเมืองเก่า Uchiko ที่อยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดเอฮิเมะ เป็นเมืองที่บอกได้เลยว่า ใครมาก็ต้องชอบครับ ผมไปเที่ยวเมืองเก่าในญี่ปุ่นมาหลายเมืองแล้ว ที่นี่เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ให้ความรู้สึกถวิลหา (Nostalgia) เวลาเดินอยู่ในที่แห่งนั้น และจัดอยู่ในชั้นแนวหน้าด้วย เพราะหลายเมืองเก่าได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนต่างชาติ ร้านค้าต่างปรับตัวมารองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น มันเลยดูเป็นเมืองท่องเที่ยวมากไปอย่างเช่นเมืองคุระชิกิ ที่โอคะยามะ หรือเมืองยุฟุอิน จังหวัดโออิตะ เป็นต้น แต่ที่เมืองอุจิโกะนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาเดินช้ากว่าโลกภายนอก ทั้งอาคารบ้านเรือนร้านค้าและผู้คนดูเหมือนจะเดินไปทันเมืองใหญ่ ก็เลยคงไว้ซึ่งสภาพความเป็นเมืองเก่าอย่างแท้จริง

อาคารแรกที่เราไปชมเป็นโรงละครคาบูกิ Uchiko-za มีคำถามว่าทำไมในเมืองเล็กๆ แบบนี้ถึงมีโรงละครมาตั้งอยู่ คำตอบคือ เมืองอุจิโกะแห่งนี้เดิมเคยรุ่งเรืองในด้านการค้าไหมและขี้ผึ้ง เศรษฐกิจจัดว่าดีทีเดียว เมื่อมีทรัพย์จึงไม่แปลกที่จะมีสิ่งบันเทิงภายในเมือง โรงละครแห่งนี้เป็นอาคารไม้สูง 2 ชั้น จุผู้ชมได้สูงสุด 650 คน สร้างขึ้นในปี 1916 เพื่อเฉลิมฉลองยุคไทโช มีการจัดแสดง Kabuki Bunraku หรือ Rakugo สลับกันไปในช่วงหลังจากฤดูเก็บเกี่ยว จุดเด่นของโรงละครแห่งนี้คือเทคนิคต่างๆ บนเวทีที่สามารถหมุนเปลี่ยนฉากได้ มีทางเดินใต้เวทีและกลไกคล้ายลิฟต์ทำให้ตัวละครสามารถไปปรากฏอยู่อีกด้านหนึ่งของโรงละครหรือโผล่ขึ้นมาจากใต้เวทีขึ้นได้ ถือเป็นเทคนิคชั้นสูงในยุคนั้นกันเลยทีเดียว อีกสิ่งที่น่าสนใจคือที่นั่งชั้นล่างบริเวณตรงหน้าของเวทีทั้งหมดจะออกแบบมาเป็นบล็อกสี่เหลี่ยม แต่ละบล็อกกั้นเป็นคอกไม้ง่ายๆ 8 ช่อง ช่องหนึ่งประมาณ 2 ตารางเมตร เรียกว่า Masu-seki หรือ Box seat เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ที่นั่งตรงบริเวณนี้จะขายเป็นช่องหรือคอก จะมานั่งกี่คนก็ได้แต่ต้องอยู่ในบริเวณคอกของตัวเองเท่านั้น ปัจจุบันที่นั่งแบบ Masu-seki ก็ยังมีให้เห็นอยู่ หาดูได้ตามสนามแข่งซูโม่ แต่จำกัดให้นั่งได้แค่ 4 คนเท่านั้น

ของดังอีกอย่างคือถนนสาย Nakamichi เราเดินจากโรงละครไปตามถนน Honmachi ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะถนนเส้นนี้เป็นสายหลักของเมืองที่ทำให้เราเห็นว่า เวลาเดินช้าจริงๆ ร้านค้าต่างๆ ยังคงสภาพของสมัยโชวะไว้เป็นอย่างดี มีร้านขายอุปกรณ์สกีอยู่ร้านหนึ่ง ผมนี่นึกถึงห้างไนติงเกลโอลิมปิคขึ้นมาเลย บนถนนเส้นนี้ยังมี Museum of Commercial and Domestice Life ที่จัดแสดงวิถีชีวิตในยุครุ่งเรืองให้ชมด้วย เดินประมาณ 400 เมตร ก็เจอทางแยกเข้าถนน Nakamichi ที่เป็นทางขึ้นเนิน มีอาคารหลายหลังน่าสนใจส่วนใหญ่เป็นบ้านพ่อค้าที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เช่น Omura Residence Honhaga Residence และ Kamihaga Residence ที่ควบรวม Japanese Wax Museum ไว้ด้วย แต่ผมกลับชอบวิถีชุมชนบนถนนเส้นนี้มากกว่าครับ บ้านบางหลังมีผักวางอยู่พร้อมป้ายราคา แต่ไม่มีคนขาย ใครอยากได้หยอดเงินไว้ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วหยิบใส่ถุงเอง อีกหลังมีข้าวโพดตากแห้งไว้ก็มีแต่ป้ายราคา ร้านถัดไปขายของทำจากไม้ไผ่ ผมถูกใจคอปเตอร์ไม้ไผ่จะซื้อไปฝากลูก มองหาคนเก็บตังค์ไม่เจอ เลยวางเงินไว้ตรงที่หยิบของมา บ้านตรงข้ามขายส้มยูสุ เหลืออยู่แค่ถุงเดียวอยู่ข้างๆ กล่องไม้ใส่เงินและไม่มีคนขาย นี่มันสังคมอุดมคติชัดๆ เคยได้ยินว่าเมืองไทยก็มีเมื่อนานมาแล้ว นานแค่ไหนจำไม่ได้ แต่ที่เมืองอุจิโกะ ยังเป็นอยู่ทุกวัน มาแล้วไม่รัก ก็ไม่รู้จะว่ายังไงครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน