posttoday
นักวิเคราะห์เสียงแตก เฟดควรขึ้นดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์เสียงแตก เฟดควรขึ้นดอกเบี้ย

17 กันยายน 2558

ทั่วโลกต่างจับตาการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ทั่วโลกต่างจับตาการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ประชุมในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งสถาบันทางการเงินและนักวิเคราะห์ต่างแตกออกเป็นสองฝั่งต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว

หลังจากที่ตัวเลขจ้างงานสหรัฐเดือน ส.ค. ปรับขึ้น 1.73 แสนตำแหน่ง โดยค่าเฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปี 2015 นี้ อยู่ในเกณฑ์ดีที่ 2.12 แสนตำแหน่ง/เดือน ในขณะที่อัตราว่างงานปรับตัวลงไปอยู่ที่ 5.10% ซึ่งอยู่ในช่วงนิยามการจ้างงานสมบูรณ์ของเฟด กลายเป็นสัญญาณที่ดีว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว หลายฝ่ายกลับกังวลว่าจะกลายเป็นการฉุดเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของสหรัฐเอง โดย มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐ ศาสตร์ของมูดี้ส์ อนาไลติกส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในยามที่ภาวะตลาดหลักทรัพย์กำลังผันผวนและเศรษฐกิจโลกกำลังอ่อนแอ อาจกลายเป็นการฉุดเศรษฐกิจสหรัฐ
ลงได้

ในขณะเดียวกัน การขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% มีแนวโน้มที่จะทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมสำหรับภาคเอกชนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการจำนอง สินเชื่อรถยนต์ และพันธบัตรภาคเอกชน โดย
ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ

แซนดี ยังระบุอีกด้วยว่า หากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% ในช่วง 12 เดือนนับต่อจากนี้ จะเป็นผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐหายไป 0.15% พร้อมกับอัตราการจ้างงานที่จะหายไป 3 หมื่นตำแหน่ง และอัตราการว่างงานจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ราว 10%

สอดคล้องกับทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ที่ราว 1.60% ภายในสิ้นปี 2016 โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2017 ถึง 0.40%

การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) รวมถึงธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ได้ออกมาเตือนว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะส่งผลต่อตลาดเกิดใหม่ และกลายเป็นการฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ทางโออีซีดีกลับเห็นว่า สหรัฐควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายหลังการประชุมในสัปดาห์นี้ เนื่องจากจะช่วยลดความไม่แน่นอนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก โดยหากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ จะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐเพียง 0.10% ในปี 2017

สอดคล้องกับทางบีไอเอสที่ระบุว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่ เป็นผลมาจากการที่เฟดใช้ดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานานเกินไป

“ที่เราต้องการไม่ใช่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยพรุ่งนี้ หรือขึ้นดอกเบี้ยตอนเดือน ธ.ค. แต่ที่สำคัญคือหนทางหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยต่างหาก และวิธีการที่เฟดจะสื่อสารกับตลาดด้วย” แคเธอรีน มันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โออีซีดี กล่าว

ในขณะเดียวกัน โออีซีดียังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกอีกด้วย โดยจะขยายตัว 3% ในปี 2015 นี้ ปรับตัวลงจากการคาดการณ์เดิมในเดือน มิ.ย. ที่อยู่ที่ 3.10% และสำหรับปี 2016 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอยู่ที่ 3.60% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 3.80%

การปรับลดดังกล่าว เนื่องมาจากเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่และเศรษฐกิจของประเทศผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์กำลังชะลอตัวลง เช่นจีนที่จะเติบโตเพียง 6.70% ในปี 2015 นี้ และ 6.50% ในปี 2016 แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวดีขึ้นตาม โดยโออีซีดีได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2015 ขึ้นเป็น 2.40% จากเดิมที่อยู่ที่ 2% และจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.60% ในปี 2016

ด้าน โจเซฟ ลาวอร์กนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายสหรัฐของธนาคารดอยช์แบงก์ เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยให้เหตุผลว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้เกษียณและผู้ฝากเงินอื่นๆ กับธนาคาร รวมถึงเศรษฐกิจของสหรัฐก็แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

เช่นเดียวกับ ไมค์ อิงค์ลันด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของแอ็กชั่น อีโคโนมิกส์ บริษัทวิจัยตลาดค่าเงินและตราสารหนี้ทั่วโลกในสหรัฐ เปิดเผยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนในการกู้ยืมระยะยาวสำหรับผู้บริโภคและภาคเอกชน เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยลดความไม่แน่นอนในอัตราดอกเบี้ยทั้งหลาย

“นโยบายที่ถูกต้อง ถูกขนาด อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาครวม” อิงค์ลันด์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่