posttoday
‘การค้าโลก’โคม่า ยุโรปซบ จีนชะลอซ้ำ!

‘การค้าโลก’โคม่า ยุโรปซบ จีนชะลอซ้ำ!

27 สิงหาคม 2558

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ปริมาณการค้าโลกดิ่งตัวแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2008 เจอผลกระทบแรงจากวิกฤตในยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่างจีน

หน่วยงานจับตาการค้าโลกของสำนักงานวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจแห่งเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยรายงานว่า ปริมาณการค้าโลกในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ปรับลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ในไตรมาสแรกก็ได้ปรับตัวเลขปริมาณการค้าโลกใหม่โดยลดลง 1.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ย่ำแย่มากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2008 ทีเดียว

รายงานระบุว่า ในความเป็นจริงนั้นปริมาณการค้าโลกในเดือน มิ.ย. สามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้ที่ 2% แต่ทว่าในภาพรวมของครึ่งปีแรกนั้นย่ำแย่อย่างที่สุด อีกทั้งสถานการณ์ในอนาคตของการค้าโลกนั้นก็
เปราะบางอย่างยิ่งในระยะยาว

“เรามีช่วง 6 เดือนแรกของปี 2015 ที่ย่ำแย่อย่างมาก” โรเบิร์ต คูปแมน หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ขององค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) กล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้องค์การการค้าโลกได้คาดการณ์ว่าในปีนี้การค้าโลกน่าจะปรับตัวขึ้นได้ที่ 3.3% แต่คาดว่าจะมีการปรับลดในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้นั้นปริมาณการค้าโลกยังถือว่าปรับลดลงไป 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2014 ด้วย ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ไปในทางบวกว่าการค้าโลกจะเติบโตได้ที่ 3.5% ในปีนี้

คูปแมน กล่าวว่า ภาวะการชะลอตัวของการค้าโลกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการฟื้นตัวที่เชื่องช้าในยุโรป ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งดูเหมือนว่าเขตเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกนั้นต่างกำลังเจอกับปัญหาทางเทคนิคด้วยกันทั้งสิ้น  โดยในขณะที่บางประเทศมีอัตราการเติบโตที่ดีเยี่ยมแต่ทว่าอีกหลายประเทศก็กำลังอ่อนแออย่างที่สุด

หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของ (ดับเบิ้ลยูทีโอ) กล่าวด้วยว่า ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในบางประการนั้น อาจจะส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกลดลงต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งด้วย นั่นก็คือความพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนจากการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักไปสู่การพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งการปรับเปลี่ยนของจีนนั้นจะส่งผลกระทบข้างเคียงต่อไปยังการค้าโลกอย่างไม่น่าสงสัย

นอกจากนั้น การเปลี่ยนบทบาทในภาคอุตสาหกรรมพลังงานในสหรัฐจากการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสู่การเป็นผู้ส่งออกน้ำมันของสหรัฐ ก็จะทำให้โครงสร้างของการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน รวมไปถึงนโยบายที่เปลี่ยนแปลงด้วยการตัดลดระบบซัพพลายเชนของภาคผลิตให้สั้นลง รวมไปถึงการย้ายฐานการผลิตเข้ามาใกล้ตลาดมากขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการค้าโลกอีกด้วยเช่นกัน

“มีการปรับเปลี่ยนมากมายเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้และการค้าก็เป็นสิ่งที่ถูกเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด” คูปแมน กล่าว

ทั้งนี้ จากการศึกษา (ไอเอ็มเอฟ) ในช่วงทศวรรษ 1990 พบว่า รายได้ของโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 1% นั้น จะช่วยทำให้ปริมาณการค้าโลกเพิ่มขึ้น 2.5%

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ภาวะดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว การเติบโตของโลกไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นการค้าโลกที่มากเช่นนั้นอีกต่อไป และในความเป็นจริงนั้นปริมาณการค้าในภาคบริการกลับมีอัตราการเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็วขึ้นแทน สวนทางกับภาคการผลิตสินค้าที่มักจะมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น และมีการพึ่งพาตัวเองมากขึ้นในตลาดเกิดใหม่ อีกทั้งยังเกิดเทคนิคใหม่ๆ ขึ้นในกระบวนการผลิตทั่วโลกที่ทำให้การค้าโลกน้อยลงด้วย  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ทำให้ทุกๆ 1% ของการเติบโตของโลกมีส่วนกระตุ้นการค้าโลกเหลืออยู่ที่เพียง 0.7% เท่านั้น

รายงานชี้ว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ จีน โดยในช่วงกลางทศวรรษ 1990 นั้น มูลค่าของการส่งออกของจีนมาจากการนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์เพื่อนำมาผลิต ซึ่งในขณะนี้ได้ปรับลดลงมาที่ 35% แล้ว ขณะที่ในสหรัฐการนำเข้าเพื่อนำมาผลิตนั้นไม่ได้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นการนำเข้าสินค้าเพื่อนำมาผลิตสำหรับการส่งออกมีปริมาณสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

ขณะเดียวกัน สเตฟานี แฟลนเดอร์ส หัวหน้านักวางยุทธศาสตร์การลงทุนของเจพีมอร์แกนในอังกฤษและยุโรป ให้ความเห็นไว้ในไฟแนนเชียลไทมส์ ว่า มีสองปัจจัยหลักที่ทำให้ปริมาณการค้าโลกนั้นลดลง ประการแรกก็คือ ความต้องการสินค้า (ดีมานด์) ที่ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุน เช่น ความต้องการที่ลดทั้งในสหรัฐและยุโรป ขณะที่ปัจจัยที่ 2 คือ หลายประเทศพยายามที่จะเพิ่มปริมาณการค้าด้วยการใช้
ค่าเงินที่อ่อนตัวลง

ส่วนทางด้าน วอล์ฟ ริตเชอร์ นักวิเคราะห์การค้าโลกให้ความเห็นไว้ในบิซิเนส อินไซเดอร์ ว่า การค้าโลกในขณะนี้อยู่ในช่วงที่ตกต่ำและยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเป็นต้นมา ซึ่งการค้าโลกได้ประสบกับภาวะถดถอยต่อเนื่องในสองไตรมาสติดกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ทีเดียว

นอกจากนั้น ภาวะการหดตัวของการค้าโลกนั้นไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่เกิดขึ้นทั้งในภาคการส่งออกและนำเข้าของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา  อย่างเช่น ญี่ปุ่นถือว่ามีอัตราการนำเข้าและส่งออกที่ไม่ดีนัก ส่วนภูมิภาคยุโรปตะวันออกและยุโรปตอนกลางนั้นก็ถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณการค้าที่ย่ำแย่ที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก