
ทุนสำรองยังเหลือเฟือ อาเซียนลุยสู้ศึกค่าเงิน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ทุนสำรองของสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี หวั่นผู้กำหนดนโยบายปล่อยค่าเงินอ่อนหนุนส่งทำสงครามค่าเงินบานปลาย
บลูมเบิร์กรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า มีแนวโน้มสูงที่สมาชิกอาเซียนจะปล่อยให้สกุลเงินท้องถิ่นอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เพื่อรักษาศักยภาพในการส่งออกซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากอาเซียนมีทุนสำรองในสัดส่วนสูงทำให้สามารถทนต่อภาวะเงินอ่อนค่าได้นาน
สกุลเงินของอาเซียนอ่อนค่าลงทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ มีสกุลเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงมากที่สุดถึง 18% และตามมาด้วยสกุลเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลง 15% หลังจากการปรับอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงสกุลเงินหยวนและการคาดการณ์การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
อย่างไรก็ตาม ชาติส่วนใหญ่ในอาเซียนดำเนินมาตรการกดดันให้ค่าเงินอ่อนตัวลง โดยเวียดนามตัดสินใจขยายกรอบความผันผวนสกุลเงินด่องจาก 1% เป็น 2% ต่อวัน ขณะที่เครดิตสวิสอ้างว่า ไทยค่อนข้างพอใจกับสภาพเงินบาทอ่อนค่าท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำที่สุดเป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้น
ทั้งนี้ อาเซียนมีทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งถือเป็นเบาะรองรับผลกระทบจากค่าเงินอ่อนในระดับที่สูง โดยมาเลเซียที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศครอบคลุมมูลค่านำเข้าถึง 7.5 เดือน แม้จะปรับลดลงถึง 19% ลงมาอยู่ที่ 9.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.40 แสนล้านบาท) แล้วก็ตาม ส่วนอินโดนีเซียมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 1.075 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.87 ล้านล้านบาท) เพียงพอสำหรับการนำเข้าถึง 7 เดือน
ด้าน เซติ อัคตาร์ อาซีส ผู้ว่า การธนาคารกลางมาเลเซีย (บีเอ็นเอ) ยืนยันว่า มาเลเซียยังมีทุนสำรองในระดับสูงกว่าระดับที่ประเทศต้องการ ซึ่งมีขึ้นเพื่อการรองรับผลกระทบเช่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ส่วน โทรุ นิชิฮามะ นักเศรษฐ ศาสตร์กลุ่มตลาดเกิดใหม่ของสถาบันวิจัยชีวิตไดอิจิ แสดงความเห็นว่า ในเชิงของสัดส่วนทุนสำรองต่อหนี้ระยะสั้น ไทยยังอยู่ในฐานะที่ดีกว่าเพื่อนบ้าน จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่าต่อไป
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนทุน สำรองที่กำลังลดลงกำลังทำให้เครื่องมือในการป้องกันค่าเงินอ่อนและการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้เกิดสภาพสุ่มเสี่ยงทางเศรษฐกิจ







