
ต้มยำกุ้งหลอนริงกิต
ค่าเงินริงกิตร่วงลงอย่างรวดเร็วถึง 3.8% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แต่ เซติ อัคตาร์ อาซิส ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย (บีเอ็นเอ็ม) ยังแสดงความกังวลว่า จำเป็นต้องมีการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่หลังจากที่หดลงต่ำกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 เพื่อใช้ในการพยุงค่าเงินริงกิตไม่ให้อ่อนค่าลงเกินไป
ค่าเงินริงกิตร่วงลงอย่างรวดเร็วถึง 3.8% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แต่ เซติ อัคตาร์ อาซิส ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย (บีเอ็นเอ็ม) ยังแสดงความกังวลว่า จำเป็นต้องมีการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศใหม่หลังจากที่หดลงต่ำกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 เพื่อใช้ในการพยุงค่าเงินริงกิตไม่ให้อ่อนค่าลงเกินไป
ฉัวฮักปิน นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ในสิงคโปร์ แสดงทัศนะว่า สภาวะค่าเงินริงกิตที่ดิ่งลงอย่างฮวบฮาบในสมัยวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ซึ่ง มหาเธร์ โมฮัมหมัด ผู้นำประเทศในสมัยนั้นโทษการโจมตีค่าเงินของกองทุนเก็งกำไร (เฮดจ์ฟันด์) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อมดการเงิน จอร์จ โซรอส
ในวิกฤตครั้งนั้น มหาเธร์ตัดสินใจออกมาตรการจำกัดสภาพทุนไหลออก แต่กลับส่งผลให้ทุนไหลออกในสัดส่วนที่มากกว่าเดิม กดดันให้ค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลกลับไม่ใช่ตลาดหุ้น เจอรัลด์ แอมโบรส กรรมการผู้จัดการของอเบอร์ดีน แอสเสท แมเนจเมนต์ แสดงความเห็นว่า พันธบัตรรัฐบาลมาเลเซียเป็นสินทรัพย์ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดหากเกิดทุนไหลออก เนื่องจากพันธบัตรเสือเหลืองอยู่ในทุนต่างชาติจำนวนมาก โดยข้อมูลจากบีอาร์เอ็มระบุว่า ทุนต่างชาติถือพันธบัตรมาเลเซียที่ 32% เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เทียบกับประเทศไทยที่ 17% เท่านั้น
ฉัวฮักปิน ยังแสดงความเห็นอีกว่า รัฐบาลมาเลเซียไม่น่าออกกฎควบคุมเงินทุน แต่ก็ยังไม่สามารถปฏิเสธความเสี่ยงจากภาวะทุนไหลออกซึ่งทำให้ทุนสำรองของมาเลเซียร่อยหรออย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมาเลเซียอายุ 10 ปี ปรับขึ้นไปอยู่ในอัตราที่สูงสุดในรอบ 18 เดือน







