แปลงร่าง 'ข้าวหอมนิล' เจาะตลาดอินเตอร์
โดย ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ข้าวหอมนิล สินค้าเกษตรของไทยนอกจากสามารถนำมาจำหน่ายเป็นข้าวบรรจุถุงเพื่อนำไปรับประทานแล้ว ยังนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กลายเป็นสินค้าประเภทอื่นๆ ได้อีกมาก ซึ่งสินค้ากลุ่มแปรรูปเหล่านี้กำลังได้รับความนิยมและมีความต้องการอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน
กณิศา พิมสาร เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์ข้าวหอมนิลและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมนิล ยี่ห้อรุ้งปลายฟ้า เล่าว่า เดิมที่บ้านของตัวเองเป็นครอบครัวชาวนาปลูกข้าวขาวธรรมดาขาย แต่สร้างรายได้ได้ไม่มากนัก จึงมองหาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ ที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการประกอบอาชีพได้ สุดท้ายได้พันธุ์ข้าวหอมนิลมาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาทดลองปลูก
สำหรับช่วงแรกๆ เริ่มจากการปลูกข้าวหอมนิลเพื่อบริโภคเองในครอบครัว ซึ่งใช้เวลาทดลองปลูกนานกว่า 2 ปีกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับพันธุ์ข้าว และหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับข้าวพันธุ์นี้ จากการทดลองพบว่าพื้นที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย เหมาะสมที่สุด ส่วนช่วงเวลาปลูกข้าวหอมนิลที่เหมาะสมคือ ช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. เพราะเป็นช่วงที่จะให้ผลผลิตดีที่สุด เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงเริ่มปลูกข้าวพันธุ์นี้อย่างจริงจังในพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ ได้ผลผลิต 600 กิโลกรัม/ไร่
ในปี 2550 จึงเริ่มนำข้าวหอมนิลมาบรรจุถุงขายใน จ.เชียงราย และจังหวัดใกล้เคียง กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนขนาดย่อมที่ร่วมกันผลิตสินค้าจำหน่าย ขณะเดียวกันยังได้นำไปขายในงานขายสินค้าชายแดน ทำให้มีลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านให้ความสนใจ
นอกจากผลิตภัณฑ์ข้าวบรรจุถุงทางวิสาหกิจชุมชนยังได้แปรรูปสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยนำข้าวหอมนิลมาผลิตเป็นแชมพู ครีมนวดผม สบู่ล้างหน้า ครีมอาบน้ำ และโลชั่น ส่วนผลิตภัณฑ์ข้าวก็ขยายออกเป็นข้าวหอมนิลซ้อมมือและน้ำมันรำข้าว
ขณะเดียวกัน กณิศา เจ้าของกิจการยังรับบทเป็นวิทยากรฝึกอบรมส่งเสริมวิชาชีพการแปรรูปสินค้าเกษตรและอาชีพอื่นๆ ร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือนานาชาติ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทย-ลาว ไทย-เมียนมา และไทย-จีน ซึ่งเป็นการฝึกอบรมให้นักธุรกิจภาคเอกชน รวมถึงข้าราชการของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้รู้จักเครือข่ายการทำธุรกิจและคู่ค้าในประเทศเพื่อนบ้าน
งานเสริมดังกล่าวทำให้กณิศามีคู่ค้าจากลาว เมียนมา และจีน นำสินค้าผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปไปจำหน่าย โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งไปขายเป็นกลุ่มแชมพู ครีมนวด ครีมอาบน้ำ สำหรับคู่ค้าจากลาวส่งข้าวบรรจุถุงไปขาย ซึ่งลูกค้ามีทั้งซื้อไปใช้เองและซื้อไปขายต่อ รวมถึงมาซื้อวัตถุดิบแล้วนำไปติดยี่ห้ออื่นขาย
กณิศา อธิบายพฤติกรรมของลูกค้าในต่างประเทศว่า มีความชอบแตกต่างกันทั้งด้านของผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้ง โดยตลาดลาวและจีนจะชอบสินค้าที่ติดแบรนด์ไทย ส่วนเมียนมาจะนิยมซื้อวัตถุดิบ ทั้งข้าว และส่วนผสมสำหรับผลิตแชมพู ครีมอาบน้ำไปผลิตเองมากกว่าการซื้อสินค้าสำเร็จรูป
“ตอนนี้ตลาดที่ขายดีที่สุดคือ ลาว ส่วนสินค้าขายดีในทุกตลาดคือ แชมพู ครีมนวดผม ลูกค้าในแต่ละประเทศจะชอบแพ็กเกจจิ้งไม่เหมือนกัน เช่น ตลาดลาวจะใช้วัสดุราคาไม่แพงทำแพ็กเกจจิ้งเหมือนๆ กับลูกค้าในท่าขี้เหล็กของเมียนมา แต่ถ้าเป็นลูกค้าในเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้งและเนย์ปิดอว์จะต้องใช้แพ็กเกจจิ้งที่ดูดี มีราคา ซึ่งเราจะผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม” กณิศา แจกแจง
ทั้งนี้ จากยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น ทางกลุ่มจึงต้องขยายการผลิตเพื่อรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้น จึงได้เข้าไปส่งเสริมให้ชุมชนปลูกข้าวหอมนิล ซึ่งจัดทำในลักษณะคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานการปลูกข้าว ไม่ใช้สารเคมี และไม่ได้รับซื้อข้าวจากที่อื่น ปัจจุบันมีชาวนาอยู่ในวิสาหกิจประมาณ 8 ครอบครัว
กณิศา มองว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในการนำสินค้าออกไปเปิดตลาด ยิ่งกลุ่มที่ทำธุรกิจ ผลิตสินค้าอยู่ในจังหวัดชายแดนใกล้ประเทศเพื่อนบ้านยิ่งได้เปรียบ เพราะไม่มีต้นทุนการขนส่งสินค้าและอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้าเข้าใจตลาดได้มากกว่า
ขณะเดียวกัน กลุ่มวิสาหกิจจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาสร้างความร่วมมือทางด้านธุรกิจร่วมกัน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน เช่น กลุ่มวิสาหกิจที่ผลิตผ้าของไทยก็ไปใช้วัตถุดิบจากลาว หรือเมียนมา ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายขนาดเล็กร่วมกัน อาจจะไม่ใหญ่เหมือนบริษัทขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบย่อมต้องตามมาด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องกฎระเบียบทางการค้าต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กทำธุรกิจยากต่างจากบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการหาพันธมิตรทางธุรกิจ หรือคู่ค้า ที่ไว้วางใจกันได้ก็ต้องใช้เวลา
สำหรับแผนการทำธุรกิจเจ้าของกิจการ กล่าวว่า คงต้องรอดูสถานการณ์ด้วย เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ค่อนข้างชะลอตัว ซึ่งทางกลุ่มจะเน้นการพัฒนาธุรกิจภายในประเทศ สร้างความเข้มแข็งและความพร้อมเพื่อรองรับตลาดที่จะกลับมา ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่หรือประมาณ 70% มาจากตลาดในประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ มีแผนจะพัฒนาพื้นที่นาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อดึงดูดลูกค้าจากทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะชูจุดขายความเป็นไทย วิถีชีวิต การทำนาสวนผสมให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัส ได้อรรถรสในการซื้อสินค้า ก่อนที่จะซื้อสินค้าติดมือกลับบ้าน ซึ่งเป็นการต่อยอดธุรกิจอีกทางหนึ่ง
เคล็ดลับธุรกิจ
-หาคู่ค้าที่ไว้ใจได้
-ศึกษาพฤติกรรม วัฒนธรรมของลูกค้า
-ศึกษาศักยภาพตลาดเมืองที่จะนำสินค้าไปขายกลุ่มเป้าหมาย
- ศึกษากฎระเบียบให้รอบคอบ


