
เศรษฐกิจโลกป้อแป้ ยักษ์ใหญ่ต่างเจอปัญหา
เศรษฐกิจ ลุงแซม แกร่ง แต่ไม่แน่นอน … ตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปลายปี 2008
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เศรษฐกิจ ลุงแซม แกร่ง แต่ไม่แน่นอน …
ตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปลายปี 2008 มาจนถึงขณะนี้เกือบจะ 7 ปีแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐถือว่าก้าวเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งจนบรรดาสถาบันเศรษฐกิจโลกหลายแห่งต่างมองว่าสหรัฐจะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของโลกในปีนี้ แต่เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะแข็งแกร่งไม่จริงอย่างที่คิด
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเอาตัวรอดและเลี้ยงตัวมาได้ในช่วงหลังวิกฤต เกิดจากนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้วยวิธีการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เฟดปั๊มธนบัตรเข้าสู่ระบบอย่างมหาศาลและต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2008 จนเพิ่งมาสิ้นสุดเมื่อปลายปีที่แล้วนี้ ประกอบกับการใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25% จนถึงปัจจุบัน
การดำเนินนโยบายทางการเงินและดอกเบี้ยที่ไม่ปกติของเฟดได้ชุบชีวิตให้ตลาดทุนของสหรัฐฟื้นขึ้นมาจากหลุมภายในปีเดียว และได้ส่งอานิสงส์ไปยังตลาดทุนทั่วโลกที่กระแสทุนจากเฟดที่ไหลเข้าสู่ตลาดทุน ได้ไหลออกไปยังตลาดหุ้นทั่วโลกทำให้ ดัชนีหุ้นทั่วโลกได้ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงปี 2009
กระนั้นก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า ในเศรษฐกิจภาคจริงของสหรัฐยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเห็นได้จากอัตราว่างงานของสหรัฐ ที่อยู่ที่ราว 5.3% แม้จะดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับในช่วงสูงสุดในปี 2009 ที่พุ่งไปเกือบ 10% ประกอบกับการจ้างงานใหม่ที่จำนวนไม่น้อยเป็นเพียงตำแหน่งงานชั่วคราว และมีผู้ตกงานจำนวนมากที่ออกจากระบบงานไป
เอกชนสหรัฐยังคงใช้กลยุทธ์การทำกำไรด้วยการลดต้นทุนในส่วนการจ้างงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุด และในปีนี้ หลายธนาคารและภาคธุรกิจยังคงเดินหน้าลดพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลายบริษัทในภาคธุรกิจเหมืองที่เริ่มมีการปลดคนงานยกใหญ่อีกระลอกหนึ่ง เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่องรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมไปถึงอุตสาหกรรมพลังงานที่มีการลดคนงานหลังราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ปัญหาเงินเฟ้อต่ำยังคงเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลไม่น้อย และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เฟดวิตกกังวลในขณะนี้ โดยแม้เป้าหมายเงินเฟ้อของสหรัฐจะอยู่ที่ 2.0% แต่ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 0.1% เท่านั้น ระดับเงินเฟ้อต่ำมีความสัมพันธ์อย่างเลี่ยงไม่ได้กับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอย่างชัดเจน แต่กระนั้น เศรษฐกิจสหรัฐก็ยังพอมีหวังจากยอดค้าปลีกในเดือน ก.ค. ที่ตัวเลขปรับขึ้น 0.6% จากที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 0.5% เมื่อครัวเรือนสหรัฐมีการใช้จ่ายมากขึ้นโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ น้ำมัน และการก่อสร้าง
สัญญาณบวกจากยอดค้าปลีกของสหรัฐนั้นถือว่าเป็นการจุดความหวังของเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐต้องอาศัยพลังผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นราว 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐทั้งหมด
แต่เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้เฟดจะได้ส่งสัญญาณว่า สหรัฐมีความแข็งแกร่งเพียงพอต่อวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก และจะทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐในปีนี้น่าจะเป็นไปตามแผน แต่การแข็งตัวของเงินเหรียญสหรัฐกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่น่าวิตกกังวลมากที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐ
เห็นได้จากการตอบสนองของบรรดาราคาหุ้นเอกชนสหรัฐหลายรายที่ดิ่งตัวในทันทีเมื่อธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนรายวันติดต่อกัน 3 ครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนลงไปมากกว่า 3% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ แน่นอนว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะทำให้สินค้าสหรัฐมีราคาแพงขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าของบริษัทสัญชาติสหรัฐที่ต้องพึ่งตลาดจีนเช่นกัน
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด เคยเปรยไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่า เฟดจะจับตาความเคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐอย่างใกล้ชิด อีกทั้งแนวโน้มที่น่ากลัวหลังจากนี้ก็คือ หากเฟดประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.ย.ตามที่คาดการณ์กันไว้ จะยิ่งทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอีก และภาวะนี้อาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจสหรัฐเองได้ ซึ่งในขณะนี้ค่าเงินเหรียญสหรัฐได้แข็งค่าขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลก
สรุปแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ในระดับหนึ่งที่น่าพอใจนับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เป็นต้นมา แต่ทว่า ผลกระทบจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้นโยบายที่ไม่ปกติจากคิวอี และการใช้ดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานาน ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐต้องประสบกับการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลกันระหว่างตลาดทุนที่เติบโตนำหน้าเศรษฐกิจภาคจริงไป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากดัชนีเงินเฟ้อที่ต่ำ
ความพยายามที่สหรัฐจะกลับสู่การดำเนินนโยบายปกติโดยเฉพาะนโยบายดอกเบี้ยนั้นยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าเงินสหรัฐแข็งตัวโดด เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ ของโลกมากขึ้นไปอีก รวมไปถึงการปรับลดค่าเงินของจีนครั้งล่าสุดนั้นก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีความไม่แน่นอนยิ่งขึ้นอีกด้วย







