
ส่งออกฟุบกดดันจีนเร่งกระตุ้น
จีนอาจหั่นดอกเบี้ยอีกระลอกหลังตัวเลขเศรษฐกิจย่ำแย่หนัก
จีนอาจหั่นดอกเบี้ยอีกระลอกหลังตัวเลขเศรษฐกิจย่ำแย่หนัก
เศรษฐกิจจีนประสบกับภาวะกดดันอย่างรุนแรงจากทั้งตัวเลขการส่งออกในเดือนล่าสุดปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิตปรับลดลงมากที่สุดในรอบ 6 ปี คาดว่าจะเป็นแรงกดดันที่ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในเร็วๆ นี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงแรงเกินไปจนกลายเป็น “ฮาร์ดแลนดิ้ง” ตามที่นักวิเคราะห์หวาดกลัว
ตัวเลขการส่งออกของจีนในเดือน ก.ค.นั้นปรับลดลง 8.3% เป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตปรับลดลง 5.4% ในเดือน ก.ค.เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือว่าเป็นตัวเลขที่แย่ที่สุดในรอบ6 ปีทีเดียว
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความต้องการผลผลิตจากภาคโรงงานอุตสาหกรรมจีนทั้งตลาดภายในประเทศของจีน และตลาดต่างประเทศปรับลดลงอย่างรุนแรง และอาจจะทำให้รัฐบาลจีนต้องประกาศหั่นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้เพื่อพยุงสถานะทางการเงินของเหล่ารัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้วนั้น ธนาคารกลางจีนได้ปรับลดดอกเบี้ยมาแล้วถึง 4 ครั้งเพื่อพยุงเศรษฐกิจแต่ทว่ายังไม่เห็นผลแต่อย่างใด
“เป้าหมายของจีนในปีนี้ก็คือการพยุงให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนโยบายหลักก็จะยังคงเป็นการกระตุ้นความต้องการในประเทศ” จ้าวหัว นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารคอมเมิร์ซ แบงก์เอจี ในสิงคโปร์ กล่าว
ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ไว้ที่ 7% ซึ่งถือเป็นงานหนักอย่างยิ่งในปีนี้ เนื่องจากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้นั้นนอกเหนือจากภาคเศรษฐกิจจริงจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้แล้ว ภาคการเงินยังคาดว่าจะไม่สามารถช่วยอะไรได้มากหลังจากที่เพิ่งเกิดภาวะความปั่นป่วนอย่างรุนแรงขึ้นกับตลาดหุ้นจีนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ต่างชาติแนะว่า จีนจำเป็นที่จะต้องออกนโยบายทางการเงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น โดยคาดว่าในไตรมาสนี้ จีนอาจจะประกาศปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งที่ราว 0.5%
นอกจากนั้น การแข็งค่าของเงินหยวนเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่กำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจเช่นกัน โดยในขณะที่ค่าเงินสกุลอื่นๆ นั้นอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นได้ทำให้มูลค่าการส่งออกของจีนลดลงอีกด้วย รวมไปถึงมูลค่าการส่งออกไปยุโรปก็ลดลง 2.5% และมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นลดลง 10.5% มีเพียงการส่งออกไปสหรัฐเท่านั้นที่มีการขยายตัวที่ 9.3%







