
ค่าเงินตลาดเกิดใหม่ช็อก เฟดขู่ขึ้นดอกเบี้ยก.ย.นี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ท่าทีประธานเฟดสายเป็นกลางส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ก.ย.นี้ ค่าเงินตลอดเกิดใหม่รูดหนัก
เดนนิส ล็อคฮาร์ท ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐพร้อมที่จะรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกแล้ว หลังจากคงดอกเบี้ยต่ำมาเป็นระยะเวลานานมากว่า 9 ปี และระบุว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ออกมาย่ำแย่อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้นที่จะทำให้ล็อคฮาร์ทไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้
“ประเด็นหลักของผมที่จะอยู่การประชุมเดือน ก.ย.นี้ ตั้งแต่วันนี้คือ เศรษฐกิจสหรัฐได้พร้อมแล้ว และเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลง” ล็อคฮาร์ท กล่าว ซึ่งคำกล่าวนี้ มีขึ้นหลังการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเฟดมีท่าทีว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนั้นกำลังใกล้เข้ามา
ทั้งนี้ ล็อคฮาร์ทได้รับการจับตามองจากตลาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าเจ้าตัวเป็นเจ้าหน้าที่ที่ค่อนข้างเป็นสายกลาง ซึ่งแตกต่างจากผู้อื่นที่ค่อนข้างมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และคำพูดของล็อคฮาร์ท นี้นับเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดที่เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่า กำลังพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.นี้
“จะต้องมีภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างชัดเจนสำหรับผมที่จะทำให้ไม่ปรับนโยบายไปข้างหน้า” ประธานเฟด สาขาแอตแลนตา กล่าว
ความคิดเห็นในครั้งนี้ยังมีขึ้นหลังจากที่ เจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ เปิดเผยกับวอลสตรีท เจอร์นัล เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ว่า เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในสภาพดีสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.
ขณะเดียวกัน ล็อคฮาร์ท ระบุว่า ได้จับตาดูความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในตลาดแรงงานซึ่งได้เห็นสัญญาณที่เป็นบวกจากตัวเลขการจ้างงาน
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ระบุว่า อัตราการว่างงานของสหรัฐนั้นปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 5.3% ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2009 อย่างมาก โดยขณะนั้นสูงถึง 10% ขณะเดียวกันยอดการจ้างงานเฉลี่ยในแต่ละเดือนของปีนี้อยู่ที่ 2.08 แสนตำแหน่ง/เดือน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.6 แสนตำแหน่ง/เดือน
แม้อัตราการจ้างงานในปีนี้จะลดลงจากค่าเฉลี่ยของปีที่แล้ว ทว่า ล็อคฮาร์ท กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้หลุดพ้นจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกแล้ว
“ผมเห็นว่าไตรมาส 2 นั้นได้ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างสดใสจากไตรมาสแรก และการคาดการณ์ของผมสำหรับไตรมาส 3 และ 4 คือจะได้เห็นการพัฒนาขึ้นจากไตรมาส 2” ประธานเฟด สาขาแอตแลนตา แสดงทรรศนะ
จากท่าทีดังกล่าวของล็อคฮาร์ทเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยนี้ ได้ส่งผลให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงทันที โดยดัชนีของ บลูมเบิร์กที่ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินตลาดเกิดใหม่ 20 ประเทศ เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐได้ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาในวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
“ทุกสายตาจับจ้องที่เฟด จากความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้นว่า ดอกเบี้ยของสหรัฐจะปรับขึ้นในเดือนหน้า ซึ่งสร้างความน่าดึงดูดให้เหรียญสหรัฐ” โจนาธาน ราเวลาส หัวหน้านักวางกลยุทธ์ตลาดของบีดีโอ
ยูนิแบงก์ ธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์มากที่สุดในฟิลิปปินส์ กล่าว
ค่าเงินที่ปรับตัวดิ่งลงอย่างรุนแรงนั้น นำโดยค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย และค่าเงินรูเปียห์ ของอินโดนีเซีย ที่ได้ปรับตัวลงไปแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
แม้ว่าตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย. ของมาเลเซียจะออกมาสดใส ทว่ากลับไม่ได้ส่งผลต่อค่าเงินริงกิต โดยค่าเงินริงกิตเป็นค่าเงินที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในเอเชียในปีนี้ โดยได้รับผลกระทบมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ และข่าวลือทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค
บลูมเบิร์ก รายงานอ้างการรวบรวมข้อมูลจากธนาคารท้องถิ่น ระบุว่า ริงกิตได้ร่วงลง 0.6% ไปอยู่ที่ 3.8775 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ โดยก่อนจะเปิดเผยตัวเลขส่งออก ริงกิตได้ร่วงลงไปอยู่ที่ 3.8787 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 1998
“ริงกิตไม่ตอบสนองต่อตัวเลขส่งออกที่ดีขึ้น เนื่องจากสิ่งที่ถูกจับตาไม่ใช่การค้า ทว่าเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะลดลงไปมากกว่านี้” หว่องชีเซ็ง นักกลยุทธ์ทางด้านค่าเงินของแอมแบงก์ กรุ๊ป กล่าว โดยอ้างถึงทุนสำรองของมาเลเซียที่ลดลงไปถึง 13% ตั้งแต่ต้นปี
ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียปรับตัวลดลง 0.2% ไปอยู่ที่ 13,515 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐ ในวันที่ 5 ส.ค. หลังวันที่ 3 ส.ค. รูเปียห์ได้อ่อนค่าไปอยู่ที่ 13,553 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 1998
ค่าเงินที่อ่อนค่าของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นค่าเงินที่ทำผลงานได้ย่ำแย่รองจากค่าเงินริงกิตของมาเลเซียนั้น มีขึ้นหลังจากที่นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินออกจากพันธบัตรรัฐบาลถึง 6.9 ล้านล้านรูเปียห์
(ราว 1.79 หมื่นล้านบาท) ในระยะเวลา 7 วัน เมื่อถึงวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของแดนอิเหนาในไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 4.67% ซึ่งขยายตัวต่ำที่สุดตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2009
ส่วนค่าเงินบาทของไทยก็อ่อนค่าอยู่ใกล้ระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี โดยเมื่อเวลา 16.30 น. ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 0.4% ไปอยู่ที่ 35.157 บาท/เหรียญสหรัฐ หลังจากที่ลงไปอยู่ที่ 35.28 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว







