
บททดสอบประธานอีซี ‘กรีซ-ผู้อพยพ’เขย่าอิทธิพล
“ผมรู้สึกถูกทรยศเล็กน้อย” ฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เปิดเผย
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
“ผมรู้สึกถูกทรยศเล็กน้อย” ฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เปิดเผยภายหลังจากที่กรีซถอนตัวจากการเจรจาและหันไปทำประชามติสอบถามความเห็นประชาชน เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ถ้ากล่าวถึงบรรดาผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาปลดล็อกเงินช่วยเหลือระหว่างกรีซ และบรรดาเจ้าหนี้ทรอยก้า ที่ประกอบไปด้วย อีซี ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คงหนีไม่พ้นชื่อของชายวัย 60 ปี “ฌอง-โคลด จุงเกอร์”
จุงเกอร์เป็นผู้มีบทบาทโลดแล่นอยู่ในการบริหารระดับภูมิภาคยุโรปมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสหภาพยุโรป(อียู) และนอกจากตำแหน่งประธานอีซีแล้ว จุงเกอร์ยังนั่งแท่นเป็นประธานกลุ่มยูโรกรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มรัฐมนตรีคลังของยุโรป และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการพายุโรปให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจอีกด้วย
ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าจุงเกอร์เป็นผู้กร่ำประสบการณ์ที่มีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาคยุโรป อย่างไรก็ตามอำนาจและบทบาทของประธานอีซีกำลังถูกท้าท้ายด้วยวิกฤตใหญ่ที่มาอย่างพร้อมเพรียงกัน คือ วิกฤตกรีซและวิกฤตผู้อพยพในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วิกฤตกรีซนับว่าเข้าสู่ความวุ่นวายทีเดียว โดยแบ่งออกเป็นช่วงก่อนการไม่สามารถจ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟจำนวน 1,600 ล้านยูโร (ราว 6 หมื่นล้านบาท) และช่วงหลังจากนั้นหรือช่วงก่อนทำประชามติ
ในช่วงแรกนั้น จุงเกอร์ได้เสนอแผนปฏิรูปเศรษฐกิจให้กรีซ “เป็นครั้งสุดท้าย” โดยแผนดังกล่าวเหลือแค่เพียงกรีซยอมรับในแผนปฏิรูปเท่านั้น อย่างไรก็ตามกรีซเดินหน้าปฏิเสธ ส่งผลให้จุงเกอร์แสดงโทสะ และนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี เรียกประชุมฉุกเฉินในวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนที่กรีซจะตัดสินใจนำข้อเสนอของเจ้าหนี้ในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวเข้าทำประชามติในวันที่ 5 ก.ค.
อย่างไรก็ตาม ในวันสุดท้ายก่อนกรีซจะผิดนัดชำระหนี้ไอเอ็มเอฟ จุงเกอร์ได้พยายามอีกครั้งด้วยการส่งข้อเสนอนาทีสุดท้ายไปให้กรีซ
ในขณะเดียวกัน จุงเกอร์ก็ต้องปวดหัวกับวิกฤตผู้อพยพ โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประเมินว่า มีผู้อพยพและผู้ลี้ภัยมากกว่า 1.35 แสนคน ที่เดินทางเข้ามาในยุโรปโดยทางเรือ ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ นับว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ามากกว่า 80%
อีซีจึงนำเสนอแผนเรียกร้องให้แต่ละประเทศในยุโรปต้องแบ่งรับผู้อพยพจากเมดิเตอร์เรเนียนราว 4 หมื่นคนออกไป โดยจะแบ่งกระจายออกไปในแต่ละประเทศ และแผนการดังกล่าวมีชื่อเล่นว่า “ลูกของจุงเกอร์” (จุงเกอร์สเบบี้)
อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวจะคำนึงถึงปัจจัย 4 ปัจจัยของแต่ละประเทศ ได้แก่ จำนวนประชากร ความมั่งคั่ง อัตราการว่างงาน และอัตราการรับผู้อพยพที่มีอยู่แล้ว
ดังนั้นประเทศที่มีแนวโน้มต้องรับผู้อพยพมากที่สุด คือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และสเปน ส่งผลให้ทั้งหลายประเทศสมาชิกประท้วงแผนดังกล่าว
โพลิติโค เว็บไซต์ข่าวสารและบทวิเคราะห์การเมือง เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า แม้คณะกรรมการยุโรปจะไม่ใช่ผู้ตัดสินใจครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับเรื่องกรีซและเรื่องผู้อพยพ อย่างไรก็ตามเหล่าผู้ติดตามการเมืองทั้งหลายต่างจับตามองว่า “จุงเกอร์จะสามารถจัดการเรื่องเหล่านี้ได้หรือไม่” และจะเป็นสัญญาณที่แสดงความมีอิทธิพลของจุงเกอร์ที่จะทำให้นานาชาติยอมตกลงด้วย
อย่างไรก็ตาม โพลิติโครายงานอ้างนักการทูตว่า จุงเกอร์มีอำนาจ อิทธิพล และชั้นเชิงมากขึ้นในภูมิภาคยุโรปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งวิกฤตหนี้กรีซและวิกฤตผู้อพยพ โดยจุงเกอร์มีวิธีใหม่ๆ สำหรับคณะกรรมการยุโรป ซึ่งประกอบไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและเป็นการเมืองมากขึ้น
แหล่งข่าวดังกล่าวยังระบุอีกด้วยว่า ในแต่ละเรื่องก็ต้องใช้วิธีและภาษาที่แตกต่างกันออกไป และจุงเกอร์จะเป็นผู้ทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย
“แม้แมร์เกิลและประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเจรจากรีซเช่นเดียวกัน แต่จุงเกอร์เองก็ทำในหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น ให้ความรู้ จัดการงาน และช่วยให้แต่ละฝ่ายเจรจาเข้าใจตรงกัน” แหล่งข่าวระบุ
ในขณะเดียวกัน โพลิติโค เปิดเผยว่า หากแผนผู้อพยพหรือ“จุงเกอร์สเบบี้” ประสบความสำเร็จ จะถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของจุงเกอร์เลยทีเดียว และทำให้แต่ละประเทศได้แสดงความรับผิดชอบของแต่ละประเทศเอง
อย่างไรก็ตาม ริชาร์ด คอร์เบต สมาชิกสภายุโรปจากอังกฤษ เปิดเผยว่า อิทธิพลของจุงเกอร์ก็มีข้อจำกัดอยู่ เนื่องจากในประเด็นของกรีซ อีซีที่มีจุงเกอร์เป็นประธานอยู่ ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ของกรีซแต่เพียงผู้เดียว และเงินช่วยเหลือเองก็มาจากหลายประเทศในยูโรโซน
“จุงเกอร์ทำงานหลายอย่างเพราะเขาเป็นประธานของยูโรกรุ๊ป เขามีอิทธิพล แต่ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจที่ทำให้การเจรจาบรรลุผล” คอร์เบต กล่าว







