
กรีซลั่น‘ไม่’รัดเข็มขัด
ผลการทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชนกรีซ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ปรากฏว่า ประชาชนกรีซมากกว่า 61.3%
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ผลการทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชนกรีซ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ปรากฏว่า ประชาชนกรีซมากกว่า 61.3% ไม่รับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ ในขณะที่ 38.7% ลงคะแนนเสียงรับข้อเสนอของบรรดาเจ้าหนี้ โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งออกมาลงประชามติ 63%
ภายหลังจากการทำประชามติดังกล่าว ทั้งกรีซและบรรดาเจ้าหนี้ทรอยก้า ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
“วันนี้เราจะเฉลิมฉลองให้แก่ชัยชนะของประชาธิปไตย พรุ่งนี้พวกเราจะเดินหน้าความพยายามระดับชาติที่จะบรรลุผลการเจรจา” นายกรัฐมนตรี อเล็กซิส ไซปราส กล่าวในทวิตเตอร์ส่วนตัวภายหลังจากรู้ผลประชามติ
อย่างไรก็ตาม ยานิส วารูฟากิส รัฐมนตรีคลังกรีซ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหลังจากผลประชามติออกมาไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหวังว่าการเจรจาขอเงินช่วยเหลือจะราบรื่นมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ วารูฟากิสได้สนับสนุนการลงคะแนน “ไม่รับ” อย่างชัดเจน และประกาศจะลาออกหากผลประชามติออกมาเป็น “รับ” ข้อเสนอเจ้าหนี้
ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างแหล่งข่าว
ภายในรัฐบาลกรีซ ว่า นายกรัฐมนตรีกรีซต่อสายตรงถึงมาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวคนดังกล่าวไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า กรีซไม่เคยขอความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อจัดการกับวิกฤตหนี้แต่อย่างใด พร้อมกันนี้โฆษกคนดังกล่าวยังเรียกร้องให้กรีซและบรรดาเจ้าหนี้ประนีประนอมโดยเร็วที่สุด
ด้าน เจอโรน ดิสเซลโลม ประธานรัฐมนตรีคลังยูโรโซนและรัฐมนตรีคลังของเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยภายหลังการทำประชามติ ว่า ผลการประชามติดังกล่าวเป็นที่น่าเสียดายต่ออนาคตกรีซ และการทำประชามติดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้ทุกฝ่ายพบกับทางออกใดๆ
ในขณะเดียวกัน ฌอง-โคลด จุงเกอร์ ประธานอีซี เปิดเผยว่า ทางอีซีเคารพผลการทำประชามติ และจะเดินหน้าให้คำปรึกษากับผู้นำชาติยูโรโซนทั้ง 18 ชาติที่มาจากการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับหัวหน้าของสถาบันต่างๆ ของยุโรป
พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หรือยูโรกรุ๊ป เรียกประชุมฉุกเฉินในวันที่ 7 ก.ค.นี้ โดยแถลงการจากยูโรกรุ๊ป คาดการณ์ว่า กรีซจะส่งแผนปฏิรูปใหม่มาภายในวันที่ 7 ก.ค.
ด้าน มิเชล ซาแปง รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส กล่าวว่า รัฐกรีซจะต้องเสนอแผนปฏิรูปใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงยังเรียกร้องให้อีซีบีให้เงินฉุกเฉินเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง (อีแอลเอ) กับธนาคารพาณิชย์ของกรีซอีกด้วย
ในขณะเดียวกัน หน่วยงานวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ (อีไอยู) ในเครือนิตยสาร เดอะ อีโคโนมิสต์ เปิดเผยว่า มีโอกาส 60% ที่กรีซจะออกจากยูโรโซน และในการประชุมครั้งต่อไปจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำประชามติช่วยเสริมจุดยืนให้กับไซปราสในการเจรจาหรือไม่
โจน ฮอย นักวิเคราะห์อาวุโสของอีไอยู ระบุว่า การทำประชามติที่ผ่านมาจะส่งผลให้ทั้งบรรดาเจ้าหนี้และกรีซดำเนินการเจรจาได้ยากขึ้น เนื่องจากต่างได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนกรีซ
ในขณะเดียวกัน สเตฟเฟน เซเบิร์ต โฆษกนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิลของเยอรมนี กล่าวว่า การที่กรีซจะอยู่หรือไปจากยูโรโซน ขึ้นอยู่กับกรีซ นอกจากนี้โฆษกคนดังกล่าวยังเปิดเผยถึงการลาออกของวารูฟากิสอีกด้วยว่า การเจรจาไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคล แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้เจรจา
ด้านธนาคารพาณิชย์ของกรีซ จะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 7 ก.ค.นี้ โดยธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นเหลือเงินสดเพียง 500 ล้านยูโร (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็นเพียง 45 ยูโร/1 ประชากรกรีซ ซึ่งมีทั้งหมดราว 11 ล้านคน
ก่อนหน้านี้ อีซีบีได้ให้เงินฉุกเฉินแก่ธนาคารพาณิชย์กรีซ อย่างไรก็ตามอีซีบีได้ระงับการให้เงินฉุกเฉินอีแอลเอไป ภายหลังจากที่กรีซประกาศจะทำประชามติในวันที่ 27 มิ.ย.
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานอ้างแหล่งข่าวภายในอีซีบี ว่า ทางอีซีบีจะไม่ให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉินกรีซเพิ่มเติมในการประชุมทางโทรศัพท์ในวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา และในวันที่ 20 ก.ค.นี้ กรีซมีกำหนดการชำระหนี้อีซีบี 3,500 ล้านยูโร โดยผลกระทบหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้อีซีบี จะใหญ่หลวงกว่าการผิดนัดชำระหนี้ไอเอ็มเอฟเมื่อสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนของอังกฤษ รายงานว่า หากกรีซผิดนัดชำระหนี้อีซีบี จะส่งผลให้สถาบันการเงินต่างๆ ในยุโรปยกเลิกการช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในกรีซ และธนาคารพาณิชย์กรีซเหล่านั้นจะมุ่งหน้าเข้าสู่การปิดตัวลง และกรีซจะโดนกดดันให้ออกจากยูโรโซน และความสัมพันธ์กับประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) ก็จะย่ำแย่ตามลงไปด้วย
ทั้งนี้ ดัชนียูโรสต็อกซ์ สำหรับธนาคาร ปรับตัวลดลง 2.1% ในวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ในขณะที่ดัชนีเอฟทีเอสอียูโรเฟิร์ส 300 ปรับตัวลดลง 1.2%







