
หยุดฟองสบู่
นับตั้งแต่จุดพีกสุดของดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตในวันที่ 12 มิ.ย. ตลาดหลักทรัพย์จีนก็ดิ่งลงอย่างรุนแรงไปแล้วราว 28% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 94 ล้านล้านบาท) นับเป็นการร่วงลงแรงมากที่สุด ตั้งแต่ปี 1992 เลยทีเดียว
นับตั้งแต่จุดพีกสุดของดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตในวันที่ 12 มิ.ย. ตลาดหลักทรัพย์จีนก็ดิ่งลงอย่างรุนแรงไปแล้วราว 28% หรือคิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 94 ล้านล้านบาท) นับเป็นการร่วงลงแรงมากที่สุด ตั้งแต่ปี 1992 เลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกโรงเตือนว่า จีนควรจัดการกับการลงทุนที่เสียเปล่า หนี้ที่ไม่มีเสถียรภาพ และธนาคารเงาเพื่อช่วยเศรษฐกิจ โดยวิลเลียม เปเซก นักคอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก ระบุว่า เป็นคำเตือนถึงประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ให้จัดการกับภาวะฟองสบู่ที่เกิดขึ้นภายในตลาดหลักทรัพย์ของจีน
เปเซก ระบุว่า ภายหลังจากที่จีนปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานและอัตราส่วนเงินทุนสำรองธนาคารพาณิชย์ แต่กลับไม่สามารถช่วยตลาดหลักทรัพย์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นการดิ่งลงของตลาดหลักทรัพย์ยังรุนแรงมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นครัวเรือนและเศรษฐกิจในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้จีนมีเงินทุนน้อยลงในการบรรลุเป้าหมายระดับโลก เช่น การจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (เอไอไอบี) โดย เปเซก ระบุว่า หากจีนต้องการจะบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น จีนจำเป็นต้องกู้เศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งหมายความว่า จีนจำเป็นต้องยกเครื่องระบบธนาคารที่ให้เงินช่วยเหลือธนาคารรัฐเสียก่อน
“การควบคุมการแทรกแซงของรัฐในการจัดสรรสินเชื่อจะเป็นก้าวแรกที่จะช่วยลดความไม่สมดุลที่เวิลด์แบงก์บอกว่าจะเบี่ยงวิถีของเศรษฐกิจที่ควรเป็น” เปเซก กล่าว
อย่างไรก็ตาม เปเซก ระบุทิ้งท้ายไว้ว่า ในปัจจุบันจีนผ่อนคลายกฎในการใช้เงินกู้ลงทุนตลาดหุ้น (มาร์จิ้นโลน) และยังเปิดกว้างตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น แม้เวิลด์แบงก์อาจกล่าวว่า กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม กลับเป็นการช่วยเหลือเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในขณะนี้







