
ไทย-มาเลย์เล็งตั้งค่ายโรฮีนจา
ไทย-มาเลเซียเล็งตั้งค่ายให้ที่พักผู้อพยพขึ้นฝั่ง ด้านนานาชาติร้องอาเซียนเร่งช่วยเหลือ
ไทย-มาเลเซียเล็งตั้งค่ายให้ที่พักผู้อพยพขึ้นฝั่ง ด้านนานาชาติร้องอาเซียนเร่งช่วยเหลือ
สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยรายงานระบุอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ไทยและมาเลเซีย ว่า ทางการไทยและมาเลเซียอาจจะจัดตั้งค่ายและศูนย์กักกันเพื่อให้ที่พักแก่ผู้อพยพที่เข้ามาในประเทศ
ทั้งนี้ ผู้อพยพจากบังกลาเทศและพม่าจำนวนมากขึ้นเดินทางไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย หลังจากที่ไทยเดินหน้าปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ซึ่งไทยนั้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของเครือข่ายการค้ามนุษย์ในภูมิภาค
“เรามีพื้นที่ศูนย์กักกัน ทว่าหากศูนย์ไม่เพียงพอ ทางกระทรวงก็มีอำนาจที่จะประกาศจัดตั้งศูนย์กักกันใหม่” วัน จูไนดิ ตวนกู จาฟาร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย กล่าวกับรอยเตอร์ส
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีช่วยจากแดนเสือเหลืองคนดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งทางมาเลเซียได้ทราบว่าเป็นผลมาจากการปราบปรามของทางการไทย พร้อมกันนี้ ทางมาเลเซียจะตรวจสอบด้วยว่า มาเลเซียเป็นจุดหมายปลายทางการเดินทางของกลุ่มผู้อพยพด้วยหรือไม่
ด้านไทยนั้น ก่อนหน้านี้พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทย ได้เสนอให้จัดตั้งค่ายเพื่อผู้อพยพ แม้จะยอมรับว่าการจัดตั้งค่ายดังกล่าวจะเป็นการดึงดูดผู้อพยพเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นก็ตาม
ความเคลื่อนไหวของไทยและมาเลเซียมีขึ้น หลังจากที่ โจ โลวรี่ โฆษกองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ระบุว่า มีผู้อพยพถึงราว 7,000 คนยังลอยคออยู่ในอ่าวเบงกอล
“เราเชื่อว่าจะไม่มีการเดินทางออกจากอ่าวเบงกอลเพิ่ม เนื่องจากการปราบปรามของไทย ทว่ากลุ่มคนที่ยังอยู่ในทะเลนั้นอยู่มาแล้วหลายอาทิตย์ หรือแม้กระทั่งหลายเดือน” โลวรี่ กล่าว
พร้อมกันนี้ ไอโอเอ็มยังเรียกร้องให้รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพที่เชื่อว่ายังลอยคออยู่ในทะเลด้วย พร้อมเตือนว่า หากไม่ดำเนินการ อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตได้
“ต้องการความพยายามของภูมิภาค เราไม่มีศักยภาพในการค้นหา ทว่ารัฐบาลมี โดยมีทั้งเรือและดาวเทียม” โลวรี่ กล่าว
เช่นเดียวกันกับ วิเวียน ตัน โฆษกของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ในกรุงเทพฯ ก็ระบุเช่นกันว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยูเอ็นเอชซีอาร์เองก็มีความเต็มใจจะช่วย







