posttoday
อาเซียนได้อานิสงส์ เอกชนย้ายฐานผลิตหนีจีน

อาเซียนได้อานิสงส์ เอกชนย้ายฐานผลิตหนีจีน

11 พฤษภาคม 2558

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างผลการสำรวจของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในระหว่างเดือน ก.พ. และ มี.ค.

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างผลการสำรวจของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในระหว่างเดือน ก.พ. และ มี.ค. ว่าบริษัทผู้ผลิตจีนในพื้นที่ปากแม่น้ำไข่มุก ซึ่งเป็นแหล่งการผลิต และส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีแผนที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ที่มีต้นทุนถูกกว่า เช่น การย้ายเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ของจีนมากขึ้น หรือไม่ก็ย้ายฐานการผลิตไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เอกชนเหล่านี้ย้ายฐานการผลิตเป็นผลมาจากภาวะการขาดแคลนแรงงานในจีนซึ่งฉุดให้ราคาค่าแรงนั้นสูงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีแรงกดดันมากขึ้นจากกระแสการเรียกร้องให้ปรับปรุงคุณภาพการทำงานและสวัสดิการของแรงงานในจีนมากขึ้น

ในการสำรวจครั้งนี้ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้ทำการสำรวจผู้ผลิต 290 ราย โดยผู้รับการสำรวจส่วนใหญ่เห็นว่าค่าแรงในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้น 8.4% ในปีนี้ จากเดิมที่ 8.1% ในปีที่แล้ว ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่ 6.8% ที่ระดับเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ พื้นที่ปากแม่น้ำไข่มุกของจีนนั้นเป็นพื้นที่การผลิตหลักและเป็นประตูการส่งออกสินค้าที่สำคัญของจีน คิดเป็นราว 27% ของการส่งออกหลักของทั้งประเทศและเป็นพื้นที่รับเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ คิดเป็น 20% ของจีนทีเดียว ซึ่งผลกระทบจากค่าแรงที่สูงขึ้นนั้นทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากพิจารณาถึงการย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งที่ถูกกว่า ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ตอนในของจีน หรือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ราว 20% ของผู้รับการสำรวจ ระบุว่า เตรียมที่จะย้ายฐานการผลิตเข้าไปยังพื้นที่ตอนในของจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นปริมาณที่ลดลงจากเดิมเมื่อครั้งการสำรวจเมื่อปีที่แล้ว โดยอยู่ที่ 28% ขณะที่ 11% บอกว่าจะย้ายไปยังต่างประเทศ ซึ่งลดลงจากเดิมที่ 13% เช่นกัน กระนั้นก็ตามก็ยังมีผู้ผลิตอีกจำนวนมากเช่นกันที่ยังไม่คิดที่จะย้ายฐานการผลิต โดยจะนำเครื่องจักรและการลงทุนในระบบใหม่เพื่อทดแทนแรงงานที่มีค่าแรงสูงขึ้น

รายงานระบุว่า สมาชิกประเทศสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นั้น น่าจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุกลดลง เนื่องจากอาเซียนยังมีปริมาณแรงงานในจำนวนมาก โดยคาดว่าในระหว่างปี 2010-2030 นั้น ปริมาณของแรงงานในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคน ขณะที่แรงงานจีนนั้นจะลดปริมาณลงที่ราว 70 ล้านคนเช่นกัน ซึ่งข้อมูลนี้เป็นข้อมูลประมาณการโดยองค์การสหประชาชาติ

“อาเซียนดูเหมือนว่าจะได้รับผลประโยชน์จากค่าแรงที่ต่ำ และมีแรงงานมากในช่วง 20 ปีข้างหน้านี้ ผู้ผลิตต่างๆ ที่เตรียมย้ายไปยังอาเซียนนั้น ยังเตรียมการที่จะจับตลาดผู้บริโภคในอาเซียนเองอีกด้วย ซึ่งต่างมองว่าตลาดอาเซียนนั้นมีศักยภาพการเติบโตที่สูง อันป็นผลมาจากจำนวนชนชั้นกลางที่เพิ่มสูงขึ้น” รายงานของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ระบุ

กระนั้นก็ตามผลกระทบต่อปริมาณไหลเวียนของเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) นั้น คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการย้ายฐานการผลิตต่อเอฟดีไอนั้นจะไม่มากนัก โดยเมื่อปี 2013 นั้น ปริมาณเอฟดีไอที่ไหลเวียนเข้าสู่พื้นที่ปากแม่น้ำไข่มุกของจีนนั้น มีปริมาณอยู่ที่ 1.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าอินเดียเกือบ 4 เท่าตัว  และสูงกว่าอินโดนีเซียเกือบ 5 เท่าตัว และสูงกว่าเวียดนามถึง 12 เท่าตัว โดยปริมาณการส่งออกจากพื้นที่ดังกล่าวของจีนนั้น คิดเป็นมูลค่าถึง 6.07 แสนล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว

นอกจากนั้น รายงานระบุว่า ในกลุ่มผู้รับการสำรวจที่เตรียมย้ายฐานการผลิตไปยังอาเซียนนั้น 36% บอกว่าจะย้ายไปยังเวียดนาม 25% เตรียมย้ายไปยังกัมพูชา 10% ไปยังบังกลาเทศ 10% ย้ายไปยังอินโดนีเซีย 5% ย้ายไปยังอินเดีย 5% ย้ายไปยังศรีลังกา และอีก 3% ย้ายไปยังประเทศไทยและฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ พื้นที่เขตเศรษฐกิจปากแม่น้ำไข่มุกของจีนนั้น ครอบคลุมพื้นที่ของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก