
อังกฤษเปิดคูหาเลือกตั้ง ยุโรปหวั่นประชามติแยกตัว
อังกฤษเปิดคูหาเลือกตั้งทั่วไปแล้ววันนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษนิยม
โดย..ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
อังกฤษเปิดคูหาเลือกตั้งทั่วไปแล้ววันนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษนิยม ได้วิงวอนประชาชนผู้มีสิทธิหาเสียงในโค้งสุดท้าย ขอให้ประชาชนให้โอกาสอีก 5 ปี เพื่อช่วยชีวิตเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า พรรคอนุรักษนิยมมีคะแนนนำคู่แข่งอย่างพรรคแรงงานอยู่
“อนาคตของอังกฤษยืนอยู่บนปากเหว” คาเมรอน ส่งข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กให้กับผู้สนับสนุน และว่าจะเป็นโศกนาฏกรรมทันทีถ้าหากชาวอังกฤษโยนงานด้านเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลสานต่อกันมาทิ้งไป
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของสำนักคอมเรสโพล ของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี และเดลีเมล ระบุว่า พรรคอนุรักษนิยมมีคะแนนนำอยู่ที่ 35% ส่วนพรรคแรงงานของ เอ็ด มิลลิแบนด์ มีคะแนนตามอยู่ที่ 32% ส่วนพรรคอิสรภาพอังกฤษ (ยูเคไอพี) มีคะแนนอยู่ที่ 14% และพรรคเสรีประชาธิปไตยมีคะแนนนิยมอยู่ที่ 9%
จากผลสำรวจดังกล่าวเป็นที่แน่ชัดว่า ผลการเลือกตั้งจริงในวันนี้นั้นไม่น่าจะมีพรรคใดได้เสียงเด็ดขาดเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเดี่ยวได้ หรือไม่น่าจะมีพรรคได้ได้เสียงส่วนใหญ่ทิ้งขาดพรรคอื่น ซึ่งในที่สุดแล้วมีโอกาสสูงที่รัฐบาลชุดใหม่ของอังกฤษจะเป็นการฟอร์มทีมจากหลายๆ พรรคแทน
นายกรัฐมนตรีคาเมรอน ตลอดจนบรรดาสื่อมวลชนฝ่ายขวา ยังได้หาเสียงโจมตีพรรคแรงงานของเอ็ด มิลลิแบนด์ ด้วยว่า ถ้าหากพรรคแรงงานเข้ามามีส่วนจัดตั้งรัฐบาล ก็จะนำปัญหามาให้แน่นอน เนื่องจากพรรคแรงงานนั้นได้รับการสนับสนุนจากพรรคชาวสกอตแห่งชาติ ซึ่งอาจจะยกประเด็นเรื่องการแยกตัวของสกอตแลนด์ขึ้นมาอีกครั้ง
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า พรรคการเมืองใดที่จะสามารถเป็นแกนนำได้เสียงส่วนใหญ่จัดตั้งรัฐบาลนั้น จะต้องได้ที่นั่งราว 323 เสียง จากที่นั่งทั้งหมดในรัฐสภา 650 ที่นั่ง
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งของอังกฤษในครั้งนี้ยังเป็นที่จับตาอย่างไม่กะพริบจากสหภาพยุโรป เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ได้ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ว่า ถ้าหากพรรครัฐบาลชนะเลือกตั้ง ก็จะจัดให้มีการลงประชามติของประชาชนว่า อังกฤษควรจะแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่
เซซิลเลีย มาล์มสโตรม ข้าหลวงใหญ่ด้านการค้าของสหภาพยุโรป เตือนว่า สหภาพยุโรปจะได้รับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ทีเดียว ถ้าอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปจริง ซึ่งในขณะนี้สหภาพยุโรปมีสมาชิกอยู่ทั้งสิ้น 28 ประเทศ
“ถ้าหากพวกเขาตัดสินใจที่จะออกจากอียู นั่นก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่รุนแรงแน่นอน แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น” มาล์มสโตรม กล่าว
ขณะที่ทางด้าน เฟเดริกา มอกเฮรินี เจ้าหน้าที่ทูตระดับสูงของอียู แสดงความมั่นใจว่าอังกฤษจะอยู่ต่อไปกับสหภาพยุโรปอย่างแน่นอน โดยเจ้าตัวไม่คิดว่าอังกฤษจะเลือกที่จะออกจากกลุ่มแน่
“ฉันไม่คิดว่าสหภาพยุโรปจะถึงเวลาต้องเลี้ยวกลับหลังจากที่เราผ่านการขยายสมาชิกมามากมายขนาดนี้” มอกเฮรินี กล่าวต่อนักศึกษาจีนและยุโรป ในระหว่างการเดินทางเยือนมหาวิทยาลัยกรุงปักกิ่งในจีน
ใครเป็นใครในเลือกตั้งอังกฤษ
เดวิด คาเมรอน (48) พรรคอนุรักษนิยม สืบเนื่องจากภูมิหลังที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยอีตันและมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด รวมถึงการเป็นสมาชิกบูลลิงดัน คลับเฉพาะนักเรียนสังคมพิเศษ ทำให้คาเมรอนยังคงเป็นผู้สมัครที่มีภาพลักษณ์ไฮโซ แม้เจ้าตัวจะขอให้ประชาชนมองที่ผลงานมากกว่าอย่างไรก็ตามด้วยจุดยืนที่พยายามมุ่งประเด็นเสรีนิยมมากกว่าอนุรักษนิยม (ฝ่ายขวา) ตามแนวทางพรรคอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2005 ทำให้คาเมรอนยังคงได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่
เอ็ด มิลลิแบนด์ (45) พรรคแรงงาน หัวหน้าพรรคแรงงานที่เติบโตภายใต้การหล่อหลอมของพ่อ ซึ่งเป็นนักวิชาการสายมาร์กซิสม์และแม่ผู้เป็นนักเคลื่อนไหว ทำให้มิลลิแบนด์มีแนวคิดฝ่ายซ้าย และด้วยบุคลิกที่มีความมั่นใจในตนเองอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้หลายคนเชื่อว่ามิลลิแบนด์จะสามารถก้าวขึ้นตำแหน่งผู้นำประเทศได้ไม่ยาก กระนั้น การเป็นผู้นำพรรคด้วยการแย่งชิงกับพี่ชายตัวเอง อาจเป็นจุดอ่อนเดียวที่บั่นทอนภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคแรงงานรายนี้
นิค เคลกก์ (48) พรรคเสรีประชาธิปไตย รองนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งก&<31;ำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความนิยมในหมู่ประชาชน เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเคลกก์เป็นตัวการสำคัญในการผลักดันนโยบายรัฐเข็มขัดทำให้ผลโพลหลายสำนักคาดการณ์ว่าตำแหน่งเบื้องหน้าทางการเมืองของเคลกก์น่าจะมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หรือต่อให้สามารถรักษาที่นั่งในรัฐสภาไว้ได้ เคลกก์ก็ไม่น่าจะมีบทบาทโดดเด่นอีกต่อไป
นิเกล ฟาราจ (51) พรรคอิสรภาพอังกฤษ (ยูเคไอพี) นักวิเคราะห์ระบุตรงกันว่า ฟาราจถือเป็นผู้สมัครที่มีความหวือหวาเพราะแนวทางประชานิยมสุดโต่งและการต่อต้านสหภาพยุโรปอย่างเปิดเผย รวมถึงการพูดจาแบบขวานผ่าซาก โดยครั้งหนึ่งฟาราจถึงกับเคยวิจารณ์อดีตประธานสภายุโรป ว่าเป็น “ไอ้ผ้าขี้ริ้วเปียก”
นิโคลา สเตอร์เจียน (44) พรรคแห่งชาติสกอต ด้วยภาพลักษณ์ที่แกร่งกล้าแต่สุภาพเรียบร้อยทำให้หัวหน้าพรรคหญิงรายนี้โดดเด่นถึงขั้นได้รับการจับตามองว่า น่าจะเป็นผู้ตัดสินคนสำคัญสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ โดยความนิยมของสเตอร์เจียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังปรากฏตัวในการโต้วาทีที่วิพากษ์วิจารณ์แนวทางรัดเข็มขัดอย่างเผ็ดร้อนแต่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน
ลีแอนน์ วูด (43) พรรคเพลดไคมรู ผู้สมัครจากพรรคที่มีแนวคิดชาตินิยมเชื้อชาติเวลส์และไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างในสังคมอังกฤษมากนัก กระนั้นในการเลือกตั้งที่มีแนวโน้มว่าจะไม่มีพรรคใดได้รับชัยด้วยเสียงส่วนใหญ่ครั้งนี้ พรรคดังกล่าวตั้งความหวังที่จะเข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อต้านพรรคซ้ายกลางอย่างพรรคแรงงาน.
นาตาลี เบนเนตต์ (49) พรรคกรีน ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เบนเนตต์แสดงจุดยืนชัดเจนที่จะต่อต้านแผนการรัดเข็มขัดพร้อมตั้งความหวังจะได้รับคะแนนจากผู้มีสิทธิออกเสียงที่เบื่อพรรคการเมืองในกระแสหลัก กระนั้น พรรคกรีนก็ยากที่จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากการเข้าไปเป็นอีกหนึ่งเสียงโหวตในรัฐสภาเท่านั้น







