
ถึงยุคสิ้นสุดน้ำมันบูมในสหรัฐ การผลิตตกต่ำ-ราคาเริ่มพุ่ง
ปรากฏการณ์บูมของการผลิตน้ำมันในสหรัฐเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ปรากฏการณ์บูมของการผลิตน้ำมันในสหรัฐเดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ภายหลังจากที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้การสำรวจและการขุดเจาะน้ำมันเชลออยล์แหล่งใหม่ๆ หยุดชะงักลง
บลูมเบิร์ก รายงานอ้าง แอนดริว เจ. ฮอลล์ ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ และนักค้าน้ำมันชื่อดังของสหรัฐ ให้ความเห็นว่า ยุคของการผลิตน้ำมันของสหรัฐได้เดินทางถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จากระดับต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยในขณะนี้ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระหว่าง 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
“เราได้มาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด” แอนดริว ระบุในจดหมายถึงนักลงทุนในกองทุนแอสเต็นเบ็ก แคปปิตอล แมนเนจเมนต์ ซึ่งเป็นกองทุนบริหารความเสี่ยงที่เน้นการลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยในขณะนี้กลไกของอุปสงค์-อุปทานในตลาดน้ำมันกำลังกลับมาเป็นตัวควบคุมราคาน้ำมันอีกครั้ง
รายงานระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันจากรัฐเทกซัสจนถึงรัฐนอร์ทดาโคตาในสหรัฐเคยทำสถิติสูงสุดเกือบ 10 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.พ. แต่นับตั้งแต่นั้นมาปริมาณการผลิตก็เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลต่อปริมาณน้ำมันในสหรัฐอย่างชัดเจน ซึ่งภาวะดังกล่าวได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นปรับขึ้นมาแล้วถึง36% และราคาก็จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
แอนดริว ยังกล่าวด้วยว่า อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ตกต่ำก่อนหน้านี้ ได้ผลักดันให้ความต้องการน้ำมันมีมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ราคาน้ำมันดิบเบาที่ตลาดไนเม็กซ์ส่งท้ายสัปดาห์ที่ 59.15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปรับขึ้นทั้งสิ้น 3.5% ตลอดทั้งสัปดาห์
การประเมินปริมาณน้ำมันในสหรัฐของแอนดริวนั้น อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลปริมาณน้ำมันจากสำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ(อีไอเอ) ซึ่งอีไอเอเองก็ได้คาดการณ์ว่าการผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลออยล์ในสหรัฐเองก็จะเริ่มลดลงในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยที่ปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐจะทำสถิติสูงสุดในช่วงไตรมาส 2 เท่านั้น และจะเริ่มลดลงราว 2.1 แสนบาร์เรล ในช่วงไตรมาส 3
ขณะที่ทางด้าน พอล แซนคีย์ นักวิเคราะห์ตลาดพลังงานจากสถาบันวิจัยวอล์ฟ ก็ให้ความเห็นโดยอ้างฐานข้อมูลจากอีไอเอเช่นกันว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐจะลดลงราว 2-3 แสนบาร์เรล ในเดือน เม.ย.ทีเดียว
ขณะเดียวกัน ทางด้านกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) ระบุว่าภาวะความตกต่ำของราคาน้ำมันในช่วงระหว่างเดือนมิ.ย. ถึงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันร่วงลงไปกว่า 60% นั้นเป็นผลมาจากการเก็งกำไรราคาน้ำมันด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เป็นเพราะกลไกตลาดของอุปสงค์และอุปทานเท่านั้น
โอเปก ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่มีการผลิตเพิ่มขึ้นนอกกลุ่มประเทศโอเปกในช่วงนั้นมีปริมาณมาก ในขณะที่ความต้องการน้ำมันค่อนข้างอ่อนแอ
“แต่ยังมีปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำลงนั่นก็คือ การเก็งกำไรราคา” โอเปกระบุไว้ในวารสารประจำเดือนของกลุ่ม โดยโอเปกย้ำว่า นักเก็งกำไรได้บวกราคาส่วนเกินให้กับราคาน้ำมันที่ระหว่าง 10-30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลทีเดียว
ท่าทีของโอเปกในครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่หลายฝ่ายมองว่า ราคาน้ำมันที่ตกต่ำลงในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นผลมาจากที่โอเปกได้ยืนกรานที่จะไม่ลดกำลังการผลิตหลังการประชุมของกลุ่มเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมไม่ให้การผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐมีปริมาณมากเกินไป โดยการตัดสินใจดังกล่าวของโอเปกนั้นได้ทำให้ราคาน้ำมันตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบต่อการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐอย่างรุนแรง
โอเปก ย้ำด้วยว่า ผลประโยชน์ของกลุ่มโอเปกนั้นมีความต่างจากนักค้าน้ำมันในตลาดอย่างเฮดจ์ฟันด์และนักเก็งกำไรอย่างแท้จริง โดยนักเก็งกำไรเหล่านั้นต้องการที่จะเห็นภาวะราคาที่ผันผวนเพื่อทำผลกำไรเท่านั้นเอง
ทั้งนี้ รัฐมนตรีน้ำมันจากกลุ่มโอเปก จะเปิดการประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ที่กรุงเวียนนา ในออสเตรีย และจะมีการตัดสินใจต่อกำลังการผลิตน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง







