
ย้อนรอยทางเสี่ยงตายสู่ยุโรป เสี้ยวความหวังชาวซีเรีย
กลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมเรือลักลอบขนผู้อพยพอับปาง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ โพสต์ทูเดย์
กลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมเรือลักลอบขนผู้อพยพอับปางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 700 คน กระนั้นหากนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา มีผู้อพยพเสียชีวิตบนเส้นทางสายมรณะแห่งนี้แล้วมากกว่า 1,750 คน
ผู้อพยพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศแอฟริกาและตะวันออกกลางซึ่งกำลังเผชิญกับความขัดแย้งภายในประเทศและความยากจนอดอยากอย่างรุนแรง และกลายเป็นแรงผลักดันให้คนเหล่านี้เลือกทิ้งบ้านเกิดเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ยุโรปภายใต้ความวาดหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ แม้จะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าการเดินทางฝ่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่ดินแดนแห่งความหวังจะเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุด เพราะหลายชีวิตต้องสังเวยจากเหตุเรืออับปางก่อนถึงจุดหมาย แต่ผู้อพยพจำนวนมากก็ยังคงเลือกที่จะเสี่ยงชีวิตอยู่ดี
มอทัสเซ็ม ยาสเบ็ก หนึ่งในผู้อพยพชาวซีเรียที่ลักลอบมากับเรือจากตุรกีสู่อิตาลี เมื่อปลายปีที่แล้ว และอาศัยอยู่ในเยอรมนีขณะนี้ ออกมาเปิดเผยเรื่องราวในการเดินทางเข้ามายังยุโรปผ่านเว็บไซต์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า หลังตกงานขณะอยู่ในดูไบและวีซ่าอนุญาตทำงานก็สิ้นอายุ ขณะที่การเดินทางกลับบ้านเกิดก็ไม่ใช่ทางเลือก เพราะการกลับไปหมายถึงว่า ถ้าไม่ฆ่าผู้อื่น ก็จะถูกฆ่าเสียเอง
ยาสเบ็กซึ่งไร้ที่ไปจึงเดินทางไปยังตุรกี ที่ชาวซีเรียไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า และระหว่างที่อยู่ในอิสตันบูล ยาสเบ็กได้พบกับโฆษณาในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการลักลอบเดินทางผิดกฎหมายจากตุรกีไปยังอิตาลี ก่อนพบว่าเมืองเมอร์ซินเป็นเมืองท่าที่จะนำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ยุโรป
เมื่อถึงเมืองดังกล่าว หนุ่มซีเรียรายนี้ได้พบเพื่อนร่วมชาติที่มีเป้าหมายเดียวกันและได้เบอร์ติดต่อเจรจาของผู้ลักลอบขนส่งผู้อพยพ โดยจ่ายค่าบริการที่ 6,500 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.08 แสนบาท)
ไม่กี่วันต่อมา ยาสเบ็กได้รับคำสั่งให้ไปขึ้นรถบัสพร้อมผู้อพยพอีกราว 100 คน เพื่อไปที่จุดหมาย และเดินเท้าต่อในช่วงกลางคืนอีกนาน 30 นาที เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของตำรวจ
ยาสเบ็กจดจำได้ดีว่า มีหญิงชรานางหนึ่งที่แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว มากับลูกชายสองคนร่วมการเดินทางในครั้งนี้ด้วย โดยกลุ่มผู้ลักลอบระบุว่า หากไม่เดินให้เร็วกว่านี้ เรือจะออกไปก่อนและทิ้งไว้ที่นี่
“ผมถามตัวเองว่า อะไรทำให้คนธรรมดาเอาตัวเองและครอบครัวมาเสี่ยงแบบนี้ และผมก็คิดได้ว่า คนที่มีอดีต แต่ไม่มีอนาคตเท่านั้น ที่จะสามารถทำอะไรบ้าๆ แบบนี้” ยาสเบ็กนึกถึงความคิดในอดีต
ชายหนุ่มผู้มีฝันจะเดินทางไปยังยุโรป เล่าว่า รออยู่ในเรือถึง 3 วัน ก่อนที่ผู้อพยพอีก 2 กลุ่มจะมาสมทบ และออกเดินทางในวันที่ 4 ซึ่งเป็นการเดินทางที่ปนไปด้วยความตื่นเต้นและความกลัว
กลัวที่ว่า การทำอะไรบ้าๆ เช่นนี้มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม จบเหมือนกับคนจำนวนมากที่โชคร้ายที่ไม่เคยข้ามไปถึงอีกฝั่งของแผ่นดิน ทว่าไม่มีทางที่จะหันหลังกลับ...นี่เป็นตั๋วเดินทางแบบเที่ยวเดียว
เมื่อเดินทางไปได้ 8 ชั่วโมง เครื่องยนต์ของเรือเกิดขัดข้อง และชนกับแนวโขดหินก่อนที่เจ้าหน้าที่ชายฝั่งไซปรัสจะให้ความช่วยเหลือ และส่งกลับตุรกี
ยาสเบ็กเล่าว่า ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้ทำให้เจ้าตัวตัดใจที่จะเดินทางไปยุโรป โดยได้ติดต่อผู้ลักลอบขนส่งผู้อพยพอีกครั้ง หลังได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ตุรกี และอีก 2 วันต่อมา ยาสเบ็กได้เดินทางไปขึ้นเรือที่ครั้งนี้เป็นเรือขนส่งสินค้า และใช้เวลานานถึง 5 วัน ก่อนที่ผู้อพยพทั้งหมดจะขึ้นเรือพร้อมออกเดินทาง
“เป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในคุก ติดอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครควรจะได้เจอ” ยาสเบ็กเล่า พร้อมระบุว่า ใน 5 วันไม่ได้กินอาหารใดๆ เลย และได้กินน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ระหว่างการเดินทางคลื่นทะเลพัดรุนแรง รวมถึงมีน้ำไหลลงมาจากหลังคาในขณะนอนหลับอยู่บนพื้นอันเย็นยะเยือกของเรือที่ปราศจากอะไรรองทั้งสิ้น รวมถึงท่ามกลางกลิ่นเหม็นหืนของปัสสาวะจากมุมต่างๆ ของเรือ
ล่วงเลยผ่านมาถึงวันที่ 11 เรือลอยลำห่างจากตอนใต้ของอิตาลีราว 320 กิโลเมตร ทางผู้นำบนเรือก็เริ่มส่งสัญญาณต่อเจ้าหน้าที่ของอิตาลีต่อการเดินทางของเรือ ซึ่งขณะนั้นเรือลักลอบขนผู้อพยพกำลังลอยอยู่กลางทะเล ก่อนที่ยาสเบ็กจะรู้ว่าเรือที่เดินทางมานั้นไม่มีกัปตันที่ได้รับการรับรองในการเดินเรือ มีเพียงชายคนหนึ่งที่เคยทำงานบนเรือลำนี้มาก่อน
นับเป็นเรื่องโชคดีที่เรือจากไอซ์แลนด์ ซึ่งทำงานร่วมกับฟรอนเท็กซ์ หน่วยงานลาดตระเวนชายแดนของสหภาพยุโรปมาช่วยเหลือผู้อพยพทั้งหลาย ซึ่งยาสเบ็กเล่าว่า ได้รับการช่วยเหลือเป็น 1 ใน 10 คนสุดท้ายของเรือ ทว่าการได้รับการช่วยเหลือนั้นเปรียบเสมือนการได้ชีวิตใหม่เลยทีเดียว
หลังจากนั้น 1 วัน เท้าของยาสเบ็กก็ได้แตะพื้นที่เมืองคาตาเนียของอิตาลี โดยสิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่อิตาลีทำ คือให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่ผู้อพยพ ซึ่งขณะนั้นมีชายคนหนึ่งที่มีภาวะอาหารเป็นพิษจากการดื่มน้ำบนเรือ
เจ้าหน้าที่ของทางอิตาลีได้นำผู้อพยพไปที่ค่ายผู้อพยพ ก่อนที่จะได้รับแจ้งจากชายโมร็อกโก-อิตาเลียนคนหนึ่งว่า จะถูกส่งไปที่ค่ายผู้อพยพอีกที่หนึ่ง ผู้อพยพจึงจะสามารถเดินทางออกจากที่นั่นได้
การเดินทางของยาสเบ็กและกลุ่มผู้อพยพสิ้นสุดลงในการเดินทางสู่ยุโรป 12 วันอันยาวนาน ก่อนที่ยาสเบ็กและชาวซีเรียอีก 2 คนจะเดินทางไปยังมิลาน ฝรั่งเศส และเข้าเยอรมนีในที่สุด
“ผมไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมทางผมไปที่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ความฝันของผมที่จะมาสู่ยุโรป ที่ไม่ว่าจะเสี่ยง และสูญเสียแค่ไหน ผมสามารถทำได้สำเร็จ และก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่า” ยาสเบ็ก กล่าวทิ้งท้าย







