posttoday
ย้อนรอยทางเสี่ยงตายสู่ยุโรป เสี้ยวความหวังชาวซีเรีย

ย้อนรอยทางเสี่ยงตายสู่ยุโรป เสี้ยวความหวังชาวซีเรีย

26 เมษายน 2558

กลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมเรือลักลอบขนผู้อพยพอับปาง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ โพสต์ทูเดย์

กลายเป็นข่าวที่โด่งดังไปทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมเรือลักลอบขนผู้อพยพอับปางในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 700 คน กระนั้นหากนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา มีผู้อพยพเสียชีวิตบนเส้นทางสายมรณะแห่งนี้แล้วมากกว่า 1,750 คน

ผู้อพยพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศแอฟริกาและตะวันออกกลางซึ่งกำลังเผชิญกับความขัดแย้งภายในประเทศและความยากจนอดอยากอย่างรุนแรง และกลายเป็นแรงผลักดันให้คนเหล่านี้เลือกทิ้งบ้านเกิดเพื่อมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ยุโรปภายใต้ความวาดหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ แม้จะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าการเดินทางฝ่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่ดินแดนแห่งความหวังจะเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุด เพราะหลายชีวิตต้องสังเวยจากเหตุเรืออับปางก่อนถึงจุดหมาย แต่ผู้อพยพจำนวนมากก็ยังคงเลือกที่จะเสี่ยงชีวิตอยู่ดี

มอทัสเซ็ม ยาสเบ็ก หนึ่งในผู้อพยพชาวซีเรียที่ลักลอบมากับเรือจากตุรกีสู่อิตาลี เมื่อปลายปีที่แล้ว และอาศัยอยู่ในเยอรมนีขณะนี้ ออกมาเปิดเผยเรื่องราวในการเดินทางเข้ามายังยุโรปผ่านเว็บไซต์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า หลังตกงานขณะอยู่ในดูไบและวีซ่าอนุญาตทำงานก็สิ้นอายุ ขณะที่การเดินทางกลับบ้านเกิดก็ไม่ใช่ทางเลือก เพราะการกลับไปหมายถึงว่า ถ้าไม่ฆ่าผู้อื่น ก็จะถูกฆ่าเสียเอง

ยาสเบ็กซึ่งไร้ที่ไปจึงเดินทางไปยังตุรกี ที่ชาวซีเรียไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่า และระหว่างที่อยู่ในอิสตันบูล ยาสเบ็กได้พบกับโฆษณาในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการลักลอบเดินทางผิดกฎหมายจากตุรกีไปยังอิตาลี ก่อนพบว่าเมืองเมอร์ซินเป็นเมืองท่าที่จะนำไปสู่ชีวิตใหม่ที่ยุโรป

เมื่อถึงเมืองดังกล่าว หนุ่มซีเรียรายนี้ได้พบเพื่อนร่วมชาติที่มีเป้าหมายเดียวกันและได้เบอร์ติดต่อเจรจาของผู้ลักลอบขนส่งผู้อพยพ โดยจ่ายค่าบริการที่ 6,500 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.08 แสนบาท)

ไม่กี่วันต่อมา ยาสเบ็กได้รับคำสั่งให้ไปขึ้นรถบัสพร้อมผู้อพยพอีกราว 100 คน เพื่อไปที่จุดหมาย และเดินเท้าต่อในช่วงกลางคืนอีกนาน 30 นาที เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของตำรวจ

ยาสเบ็กจดจำได้ดีว่า มีหญิงชรานางหนึ่งที่แทบจะเดินไม่ไหวแล้ว มากับลูกชายสองคนร่วมการเดินทางในครั้งนี้ด้วย โดยกลุ่มผู้ลักลอบระบุว่า หากไม่เดินให้เร็วกว่านี้ เรือจะออกไปก่อนและทิ้งไว้ที่นี่

“ผมถามตัวเองว่า อะไรทำให้คนธรรมดาเอาตัวเองและครอบครัวมาเสี่ยงแบบนี้ และผมก็คิดได้ว่า คนที่มีอดีต แต่ไม่มีอนาคตเท่านั้น ที่จะสามารถทำอะไรบ้าๆ แบบนี้” ยาสเบ็กนึกถึงความคิดในอดีต

ชายหนุ่มผู้มีฝันจะเดินทางไปยังยุโรป เล่าว่า รออยู่ในเรือถึง 3 วัน ก่อนที่ผู้อพยพอีก 2 กลุ่มจะมาสมทบ และออกเดินทางในวันที่ 4 ซึ่งเป็นการเดินทางที่ปนไปด้วยความตื่นเต้นและความกลัว

กลัวที่ว่า การทำอะไรบ้าๆ เช่นนี้มักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม จบเหมือนกับคนจำนวนมากที่โชคร้ายที่ไม่เคยข้ามไปถึงอีกฝั่งของแผ่นดิน ทว่าไม่มีทางที่จะหันหลังกลับ...นี่เป็นตั๋วเดินทางแบบเที่ยวเดียว

เมื่อเดินทางไปได้ 8 ชั่วโมง เครื่องยนต์ของเรือเกิดขัดข้อง และชนกับแนวโขดหินก่อนที่เจ้าหน้าที่ชายฝั่งไซปรัสจะให้ความช่วยเหลือ และส่งกลับตุรกี

ยาสเบ็กเล่าว่า ความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้ทำให้เจ้าตัวตัดใจที่จะเดินทางไปยุโรป โดยได้ติดต่อผู้ลักลอบขนส่งผู้อพยพอีกครั้ง หลังได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ตุรกี และอีก 2 วันต่อมา ยาสเบ็กได้เดินทางไปขึ้นเรือที่ครั้งนี้เป็นเรือขนส่งสินค้า และใช้เวลานานถึง 5 วัน ก่อนที่ผู้อพยพทั้งหมดจะขึ้นเรือพร้อมออกเดินทาง

“เป็นครั้งแรกในชีวิตของผม ที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในคุก ติดอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครควรจะได้เจอ” ยาสเบ็กเล่า พร้อมระบุว่า ใน 5 วันไม่ได้กินอาหารใดๆ เลย และได้กินน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ระหว่างการเดินทางคลื่นทะเลพัดรุนแรง รวมถึงมีน้ำไหลลงมาจากหลังคาในขณะนอนหลับอยู่บนพื้นอันเย็นยะเยือกของเรือที่ปราศจากอะไรรองทั้งสิ้น รวมถึงท่ามกลางกลิ่นเหม็นหืนของปัสสาวะจากมุมต่างๆ ของเรือ

ล่วงเลยผ่านมาถึงวันที่ 11 เรือลอยลำห่างจากตอนใต้ของอิตาลีราว 320 กิโลเมตร ทางผู้นำบนเรือก็เริ่มส่งสัญญาณต่อเจ้าหน้าที่ของอิตาลีต่อการเดินทางของเรือ ซึ่งขณะนั้นเรือลักลอบขนผู้อพยพกำลังลอยอยู่กลางทะเล ก่อนที่ยาสเบ็กจะรู้ว่าเรือที่เดินทางมานั้นไม่มีกัปตันที่ได้รับการรับรองในการเดินเรือ มีเพียงชายคนหนึ่งที่เคยทำงานบนเรือลำนี้มาก่อน

นับเป็นเรื่องโชคดีที่เรือจากไอซ์แลนด์ ซึ่งทำงานร่วมกับฟรอนเท็กซ์ หน่วยงานลาดตระเวนชายแดนของสหภาพยุโรปมาช่วยเหลือผู้อพยพทั้งหลาย ซึ่งยาสเบ็กเล่าว่า ได้รับการช่วยเหลือเป็น 1 ใน 10 คนสุดท้ายของเรือ ทว่าการได้รับการช่วยเหลือนั้นเปรียบเสมือนการได้ชีวิตใหม่เลยทีเดียว

หลังจากนั้น 1 วัน เท้าของยาสเบ็กก็ได้แตะพื้นที่เมืองคาตาเนียของอิตาลี โดยสิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่อิตาลีทำ คือให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์แก่ผู้อพยพ ซึ่งขณะนั้นมีชายคนหนึ่งที่มีภาวะอาหารเป็นพิษจากการดื่มน้ำบนเรือ

เจ้าหน้าที่ของทางอิตาลีได้นำผู้อพยพไปที่ค่ายผู้อพยพ ก่อนที่จะได้รับแจ้งจากชายโมร็อกโก-อิตาเลียนคนหนึ่งว่า จะถูกส่งไปที่ค่ายผู้อพยพอีกที่หนึ่ง ผู้อพยพจึงจะสามารถเดินทางออกจากที่นั่นได้

การเดินทางของยาสเบ็กและกลุ่มผู้อพยพสิ้นสุดลงในการเดินทางสู่ยุโรป 12 วันอันยาวนาน ก่อนที่ยาสเบ็กและชาวซีเรียอีก 2 คนจะเดินทางไปยังมิลาน ฝรั่งเศส และเข้าเยอรมนีในที่สุด

“ผมไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมทางผมไปที่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ความฝันของผมที่จะมาสู่ยุโรป ที่ไม่ว่าจะเสี่ยง และสูญเสียแค่ไหน ผมสามารถทำได้สำเร็จ และก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่า” ยาสเบ็ก กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69