posttoday
เศรษฐกิจโลกนิ่ง ไอเอ็มเอฟคงเติบโตปีนี้ 3.5%

เศรษฐกิจโลกนิ่ง ไอเอ็มเอฟคงเติบโตปีนี้ 3.5%

16 เมษายน 2558

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คงแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจโลกไว้เท่าเดิมที่ 3.5%

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คงแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจโลกไว้เท่าเดิมที่ 3.5% สำหรับปีนี้เตือนเศรษฐกิจโลกยังคงนิ่ง การชะลอตัวของประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นและยุโรปจะดีขึ้นก็ตาม ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีตามที่คาดกันเอาไว้

ไอเอ็มเอฟระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกครึ่งปีว่า ในขณะที่ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงอาจจะเป็นสัญญาณบวกต่อการเติบโตของผลผลิตโลก แต่กระนั้นความเสี่ยงจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงความเปราะบางของตลาดทุน ตลอดจนวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์และการลงทุน และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศนั้น อาจจะเป็นตัวเหนี่ยวรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้นั้น ไอเอ็มเอฟมองว่าน่าจะเติบโตได้ที่ 3.5% ซึ่งถือว่าดีกว่าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเศรษฐกิจโลกโตได้ที่ 3.4% เท่านั้น และคาดว่าในปีหน้า เศรษฐกิจโลกจะกลับมาโตได้ที่
3.8% โดยในครั้งนี้ไอเอ็มเอฟได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตของญี่ปุ่นและยุโรป ขณะที่สหรัฐนั้นถูกหั่นแนวโน้มลงถึง 0.5% ทีเดียว

กระนั้น ไอเอ็มเอฟเตือนว่า ทั้งสามเขตเศรษฐกิจหลักของโลกดังกล่าวยังคงอยู่ในภาวะกระเสือกกระสนจากผลกระทบเมื่อครั้งวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008

“ผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกและวิกฤตยูโรยังคงเห็นได้ในหลายเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว” โอลิวิเย บลองชาร์ด หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าว

นอกจากนั้น กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วยังต้องประสบปัญหากับการลดลงของ “ศักยภาพการเติบโต” อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการที่หลายแห่งเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ และการลงทุนที่ลดลงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการสร้างผลผลิตในอนาคต

กระนั้น ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า สหรัฐจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนผลผลิตของโลกในปีนี้และในปีหน้า แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะถูกหั่นลงถึง 0.5% มาอยู่ที่ 3.1% แล้วก็ตาม

ขณะที่สถานการณ์ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ดูเหมือนว่าจะเลวร้ายมากที่สุด โดยปี 2015 จะเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่การเติบโตของกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ชะลอตัวลง โดยไอเอ็มเอฟมองว่าจีนจะมีอัตราการเติบโตเพียง 6.8% ในปีนี้ และ 6.3% ในปีหน้า

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังจีนนั้น ก็จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาตกต่ำต่อไป ซึ่งรวมถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันด้วยที่จะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคา หลังจากที่ปริมาณน้ำมันกำลังประสบกับภาวะล้นตลาดอยู่ในขณะนี้

ขณะที่ผลกระทบจากราคาน้ำมันนั้น แม้ว่าราคาน้ำมันที่ถูกลงอาจจะมีส่วนกระตุ้นให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นได้ถึง1% ในปีหน้า แต่กระนั้นความเชื่อดังกล่าวก็อาจจะไม่เป็นจริงนัก เนื่องจากประชาชนในประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอาจจะไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง เนื่องจากภาครัฐของหลายประเทศผู้นำเข้าน้ำมันกลับแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ภาครัฐด้วยการปรับลดการอุดหนุนราคาน้ำมันในช่วงราคาน้ำมันถูกแทน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงนัก

ยิ่งไปกว่านั้น จากปัญหาการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้นำเข้าน้ำมันอีกด้วย ถ้าหากประเทศนั้นๆ มีค่าเงินที่อ่อนตัวลงแรงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

บลองชาร์ด สรุปด้วยว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีบางจุดที่ดูน่าสดใส แต่กระนั้นในภาครวมการเติบโตของผลผลิตโลกนั้นจะยังอยู่ในระดับกลางๆ และ “ไม่แน่นอน”

“มีปัจจัยซับซ้อนมากมายที่กำลังกำหนดทิศทางโลกอยู่ จากผลพวงของทั้งวิกฤตการเงิน และวิกฤตยูโรโซน ซึ่งทำให้ภาคธนาคารอ่อนแอและทำให้ระดับหนี้ของทั้งภาคเอกชน ครัวเรือน และหนี้สาธารณะพอกพูนขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยังคงมีน้ำหนักต่อการใช้จ่าย และการเติบโตในหลายประเทศ” บลองชาร์ด กล่าว

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่